วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น บทที่ 14 - ศิลาจารึกแผ่นที่ 6


ศิลาจารึกบนฝาผนังแผ่นที่ 6

ชีวประวัติพระสังฆปริณายก องค์ที่ 6
พระเว่ยหล่างมหาครูบา (หุยเล้งไต้ซือ)

พระสังฆปริณายก องค์ที่ 6 (ลั๊กโจ้วไต้ซือ) เกิด ณ ตำบลซุนเจา มณฑลกวางตุ้ง สมัยแผ่นดินถัง บู๊เต็อก ปีที่ 3 เดือนที่ 9 บิดาชื่อเฮ่งเทา แซ่โล้ว มารดาชื่อ นางลี้ษี เป็นข้าราชการในเมืองหลวง ภายหลังถูกถอดออกจากตำแหน่ง ถูกเนรเทศไปอยู่ที่ซุนเจา บ้านเดิมด้วยความยากจนตลอดมา

คืนหนึ่ง “นางลี้ษี” ได้เกิดนิมิตฝันเห็นว่าดอกไม้หน้าบ้านบานสะพรั่งขาวหมดทุกดอก มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไปทั่วเมือง และยังมีหงส์ขาวบินร่อนอยู่บนท้องฟ้าอีก 2 ตัว หลังจากนี้ นางได้ตั้งครรภ์จิตใจก็เกิดศรัทธาในพุทธศาสนา อยากถือศีลกินเจ อุ้มท้องอยู่ถึง 6 ปี จึงคลอดลูกออกมาเป็นผู้ชาย ขณะที่คลอดออกมานั้นได้มีสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง คือมีแสงสว่างพวยพุ่งเป็นรังษีออกจากบ้านไปลอยอยู่ท่ามกลางนภากาศเป็นเวลานานจึงถึงรุ่งเช้า มีพระภิกษุแปลกหน้า 2 องค์ เข้ามาในบ้านบอกกับบิดาของ ท่านเว่ยหล่าง ว่าฉันรู้ว่าภรรยาของท่านคลอดบุตรเป็นผู้ชายมีบุญมาก ฉันจะขอตั้งชื่อให้ว่า “เว่ยหล่าง” (ภาษีจีนแต้จิ๋ว) อ่านว่า “หุยเล้ง”

บิดาท่านจึงถามว่า ทำไมจึงชื่อ “หุยเล้ง”

พระภิกษุตอบว่า “หุย” ตัวนี้ คือ-หุย-มีความอารีอารอบ เมตตากรุณา ในทางให้ธรรมเป็นทานไปยังสรรพสัตว์ แล้ว “เล้ง” ตัวนี้ คือ-เล้ง-มีความสามารถที่จะทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า พอพูดจบคำพระภิกษุ 2 องค์นั้นก็ออกจากบ้านหายไปทันที

เว่ยหล่าง อายุ 3 ขวบ บิดาก็ได้ถึงแก่กรรม มารดาเป็นหม้ายเลี้ยงบุตรจนโตด้วยความยากจน ไม่สามารถส่งบุตรชายเรียนหนังสือได้ “เว่ยหล่าง” ต้องไปตัดฟืนมาขายเลี้ยงมารดาด้วยความกตัญญู จนอายุย่าง 24 ปี ได้พบอุบาสกท่านหนึ่งกำลังบริกรรม “วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร (กิมกังปัวเยียปอล่อมิกเก็ง)” อยู่ พอได้ฟังข้อความในสูตรเท่านั้น ใจก็ลุกโพลง! สว่างไสวในพุทธธรรมขึ้นมาทันที จึงได้พูดว่าอยากจะไปศึกษาธรรมเหลือเกิน แต่ไม่มีผู้อุปถัมภ์เลี้ยงมารดา ด้วยผลของบุญกุศลที่ได้เคยสร้างสมแจกธรรมทานมาแต่ปางก่อน จึงได้มีชายผู้อารีคนหนึ่งเกิดความศรัทธามากได้ให้เงิน 10 ตำลึงเพื่อมอบให้มารดาไว้ใช้สอยในระหว่างที่ “เว่ยหล่าง” ไม่อยู่

แล้วเว่ยหล่างได้ออกเดินทางไปร่วม 30 วัน จึงถึงวองมุย (อึ้งบ๊วย) ได้นมัสการพระสังฆปริณายกองค์ที่ 5

พระสังฆปริณายก องค์ที่ 5 (พระฮ่งยิ้มไต้ซือ) ได้ถามว่า “มาจากไหน...และต้องการประสงค์อะไร?”

เว่ยหล่าง ตอบว่า กระผมเป็นคนพื้นเมืองซุนเจา แห่งมณฑลกวางตุ้งเดินทางมาแสนไกล เพื่อมาสักการะเคารพแด่คุณพ่อ และกระผมไม่ต้องการอะไร “นอกจากธรรมชาติแห่งการเป็นพุทธะ! อย่างเดียวเท่านั้น”

พระสังฆปริณายก องค์ที่ 5 (พระฮ่งยิ้ม) พูดว่า “เจ้าเป็นชาวเมืองกวางตุ้งหรือ? เป็นคนป่าคนเยิง... แล้วเธอจะหวังเป็นพุทธะ! ได้อย่างไรกัน?”
เว่ยหล่าง ตอบว่า “แม้ว่าจะมีคนชาวเหนือ และคนชาวใต้ก็จริง...แต่ทิศเหนือและทิศใต้นั้น... หาได้ทำให้ความเป็นพุทธะ! ซึ่งมีอยู่ในคนนั้น ๆ แตกต่างกันได้ไม่... คนป่าคนเยิงจะแตกต่างจากคุณพ่อ ก็แต่ในทางร่างกายเท่านั้น แต่ไม่มีความแตกต่างกันในทางธรรมชาติ แห่งความเป็น พุทธะ! ของเราทั้งหลายเลย...”

พระสังฆปริณายก องค์ที่ 5 (พระฮ่งยิ้มไต้ซือ) นิ่ง! เลยชี้บอกใช้ไปสมทบทำงานตำข้าวตัดฟืนกับหมู่คนทางโน้มก่อน!

เว่ยหล่าง ได้พูดต่อไปอีกว่า “กระผมขอเรียน คุณพ่อว่า วิปัสสนาปัญญา” เกิดขึ้นในใจของกระผมอยู่เสมอ ๆ เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งไม่ได้มีจิตใจเลื่อนลอยไป จากธรรมชาติแห่งนิสัยเดิมแท้ของตนเองแล้ว ก็ควรที่จะเรียกเขาผู้นั้นว่าผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลกเหมือนกัน แล้วกระผมไม่ทราบว่างานอะไร? ที่คุณพ่อจะให้กระผมทำ...”

พระสังฆปริณายก องค์ที่ 5 (พระฮ่งยิ้มไต้ซือ) พูดว่า เจ้าคนป่านี้ มีรากเหง้าของนิสัยที่จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล” จงไปที่โรงตำข้าวโน้นก่อน! แล้วอย่าเพิ่งพูดอะไรอีกเลยนา...

ต่อมา เว่ยหล่าง พอได้ฟังเด็กท่องโศลกของ “ครูชินเชา (ซิ้งซิ่ว)” ที่แอบไปเขียนไว้บนฝาผนังนั้นกล่าวว่า :-

“กาย คือ ต้น โพธิ์
จิต เหมือน กระจกเงาใสบนแท่น
ทุก ๆ เวลาต้องหมั่นปัดเช็ด
อย่าใช้ยั่วเย้า (ก่อ) ฝุ่นละออง.”

เว่ยหล่าง พอได้ยินโศลกนั้นแล้ว ก็ทราบทันทีว่าผู้แต่งโศลกนั้น (คือครูชินเชาภิกษุ) มีปัญญาเก่งเพียงแค่โลกียธรรม รู้แจ้งอนัตตา (อนัตตาธรรม) เท่านั้น ยังไม่พบนิสัยเดิมแท้ของตนเอง ยังไม่รู้แจ้งทางจิตใจตนเอง เข้าไม่ถึง (สุญตาธรรม)

“เว่ยหล่าง” จึงได้แต่งโศลกขึ้นใหม่ แล้วบอกกับ “จางตัดยูง (เตียยิกเอ่ง)” ว่าช่วยกรุณาเขียนโศลกผมไว้บนฝาผนังนั้นให้ทีเถิด!
จางตัดยูง พูดเป็นเชิงดูถูกว่า คนอย่างเอ็งนี้หรือ? จะมาแต่งโศลกเป็นกับเขาด้วย หือ! มันก็แปลกพิลึกกึกกือกันนะซีโว้ย!

เว่ยหล่าง ตอบไปทันทีว่า “ถ้าท่านจะศึกษา-พระโพธิญาณ-อันสูงสุดกันแล้ว จงอย่าได้ดูถูกดูหมิ่น คนที่เริ่มศึกษาธรรมะ ท่านควรรู้ไว้ว่า...คนที่ถูกทางโลกเขาจัดไว้ว่าเป็นคนชั้นต่ำ ๆ นั้น บางทีก็อาจจะมีปัญญาชั้นสูงเกิดแวบ! ขึ้นมาก็ได้เหมือนกัน. แล้วคนที่ถูกทางโลกเขาจัดไว้ว่าเป็นคนชั้นสูง ๆ นั้น บางทีก็อาจจะมีการเผลอสติบ่อย ๆ แสดงความโง่ ๆ ออกมาก็มีได้เหมือนกัน...”

จางตัดยูง จำนวนด้วยเหตุผล จึงพูดว่า เอ้า! บอกมาซี! จะช่วยเขียนโศลกให้ แล้วถ้าเอ็งบรรลุธรรมเมื่อไร? ต้องอย่าลืมมาช่วยโปรดกันก่อนนะโว้ย!

เว่ยหล่าง จึงได้กล่าวโศลกให้ “จางตัดยูง” เขียนไว้บนฝาผนังนั้นว่า:-

“โพธิ์ เดิม ไม่มีต้นไม้
กระจกเงาใส ก็ มิใช่แท่น
เดิมมาไม่มีแม้แต่หนึ่งสิ่ง
ที่ไหนจะยั่วเย้า (ก่อ) ฝุ่นละออง?.”

เมื่อ พระสังฆปริณายกองค์ที่ 2 (พระฮ่งยิ้มไต้ซือ) ได้มาพบโศลกของ “เว่ยหล่าง” อีกเข้าแล้ว ท่านก็รู้ได้ทันทีว่ามีปัญญาญาณมองทะเลได้ผ่าน “อนัตตา” คือโลกียธรรมไปแล้ว เข้าถึง “สุญตา” คือ โลกุตรธรรมแล้ว จิตหลุดพ้นเข้าถึงช่องว่างสุญตา (สุญตาธรรม) นิพพานเป็นความว่างเปล่าไปได้บ้างแล้ว และผู้ที่เราคอยคัดเลือกมานมนานแล้ว ที่จะให้สืบอายุพระพุทธศาสนาต่อจากเราไปนั้นก็คือ “เว่ยหล่าง” นี้เอง ท่านจึงได้ทำการลบโศลกของ “เว่ยกล่าง” กล่าวไว้นั้นทิ้งไปเสียก่อน เพื่อที่จะได้ปกปิดเป็นความลับไว้ก่อน.

หลังจากนี้ไป พอวันรุ่งขึ้น “เว่ยหล่าง” ก็ได้รับฟังคำสอนอันเร้นลับต่าง ๆ และฟังการอรรถาธิบายข้อความอันลึกซึ้งใน “พระคัมภีร์มหาสุญญตา คือ วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร” จีนเรียกว่า “กิมกังปัวเยี้ยปอล่อมิกเก็ง” จาก พระสังฆปริณายกองค์ที่ 5 (พระฮ่งยิ้มมหาครูบา) ในตอนกลางคืนนั้นอีกมากมายว่า “พึงยังจิตมิให้บังเกิดมีความยึดถือผูกพันในสภาวะใด ๆ” (หรือจิตเกิดอย่างไม่ติด จิตเกิดอย่างไม่ติดในสภาวะใด ๆ)

เว่ยหล่าง พอได้ฟังมาถึงใจความตรงนี้...เข้าเท่านั้นจิตใจก็ลุกโพลง! สว่างไสวออกมาอย่างแจ่มแจ้งในธรรมชาตินั้นขึ้นมาทันที ได้เกิดปัญญาบรรลุถึงสภาวะที่แท้แห่งจิตทันที คือปัญญาญาณเบื้องสูง ได้มองทะลุเห็นอย่างชัดแจ้งว่า “โอ...ที่แท้ทุก ๆ สิ่งหรือสรรพธรรมทั้งปวง...มิได้ห่างจากธรรมชาตินิสัยเดิมแท้ของเราไปเลย”

เว่ยหล่าง ได้ร้องขึ้นมาทันที ในเฉพาะหน้า พระสังฆปริณายกองค์ที่ 5 ในทันทีนั้นอีกว่า “แหม! ใครจะไปคิดว่าธรรมชาตินิสัยเดิมแท้นั้น เป็นของบริสุทธิ์... ใครจะไปคิดว่าธรรมชาตินิสัยเดิมแท้นั้น ไม่เกิดและไม่ดับสูญ... ใครจะไปคิดว่าธรรมชาตินิสัยเดิมแท้นั้น เป็นสิ่งที่มีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง... ใครจะไปคิดว่า ธรรมชาตินิสัยเดิมแท้นั้น ไม่ส่าย... ไม่หวั่นไหว... ไม่กวัดแกว่ง... เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเปลี่ยนแปลง... ใครจะไปคิดว่า ธรรมชาตินิสัยเดิมแท้นั้น สามารถที่จะเกิดนานาธรรมชาติ ทุก ๆ สิ่งได้แล...”

พระสังฆปริณายกองค์ที่ 5. (พระฮ่งยิ้มไต้ซือ) พอเห็นว่า “เว่ยหล่าง” ได้บรรลุธรรมรู้แจ้งแล้ว คือพบสภาวะที่แท้แห่งธรรมชาติของนิสัยเดิมแท้ของตนเองแล้ว (คือจับจุดได้รู้แจ้งธาตุแท้ทางอนุสัยจิตใจอันมั่นคงดี) ท่านได้บอกอีกว่า พึงจำเอาไว้ให้ดี ๆ นะ! “ถ้าบุคคลใด ๆ ไม่รู้จักจิตเดิมแท้ (สภาวะที่แท้แห่งจิต) ของตนเองว่าคืออะไรแล้ว ป่วยการไปศึกษาธรรมะ หรือจะศึกษาธรรมะไปก็ไร้ผล ไม่ได้ประโยชน์ ตรงกันข้าม ถ้าบุคคลใด ๆ รู้จักจิตเดิมแท้ของตนเองบ้าง ว่าเป็นอะไร? และได้พบธรรมชาตินิสัยเดิมแท้ของตนเองบ้าง ว่าคืออะไร? และเห็นแจ้งด้วยปัญญาญาณของตนเองแท้ อย่างซึมซาบว่าในธรรมชาติแท้ ๆ ของสภาวะจิตใจของตนเอง ว่ามีลักษณะวาระจิตอย่างไร? คืออะไรอีกด้วยแล้ว เขาผู้นั้นชื่อว่า วีรบุรุษ คือ ครูบาของเทวดาและมนุษย์คือ-พุทธะ.”

ดังนั้น ในฐานะที่ความรู้ย่อมไม่เป็นของบุคคลใดผูกขาดไว้แต่ผู้เดียว...ผลก็คือ ท่านอุบาสกเว่ยหล่างอายุ 24 ปี ได้รับการถ่ายทอดหัวใจธรรมะทั้งหมดด้วย “จิต-ถึง-จิต” ในเที่ยงคืนนั้นเอง.

พระสังฆปริณายกองค์ที่ 5. (พระฮ่งยิ้มไต้ซือ) ท่านได้กล่าวอีกว่า บัดนี้ท่านเป็นพระสังฆปริณายกองค์ที่ 6. (ถ้านับจากอินเดียตามสายลงมาเป็นอันดับองค์ที่ 33) สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาจากฉันไปแล้ว ฉันจะมอบ “บาตร จีวร สังฆาฏิ” ซึ่งเป็นปูชนียวัตถุของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ “ท่านพระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา” ได้นำมาจากอินเดียให้ท่านไป เป็นธรรมเนียม ซึ่งทำกันลงมาแต่ดั้งเดิมอย่างนี้ บัดนี้ท่านจะต้องรักษาตัวของท่านไว้ให้ดี ๆ นา! และคุ้มครองปูชนียวัตถุเหล่านี้สืบไว้ให้ดี ๆ นา! เพราะว่าความลับในสัจธรรมทั้งหลายอยู่ในตัวท่านหมดแล้ว จงช่วยสอนธรรมโปรดมนุษย์ทั้งหลายให้ได้มหาสติ... จงช่วยสัตว์เดรัจฉานให้รอดตาย... ให้มากที่สุดเท่าที่จะช่วยได้เป็นมหาอุดมคติ... จงหาวิธีพยายามทำการเผยแพร่พระธรรมคำสอนที่สืบทอดไปนี้ ให้อนุชนแต่ละรุ่นรับช่วงไป... จงระวังอย่าให้ขาดตอนลงไปได้...ส่วนการถ่ายทอดมอบ บาตร จีวร สังฆาฏิ แบบเดิมนั้นจะทำให้พวกเบาปัญญา ที่ยังไม่บรรลุธรรมคิดโลภ อยากได้ แล้วจะเกิดมีภัยในการยื้อแย่งกัน ฉะนั้นมาถึงยุคที่พระธรรมคำสอนแพร่หลายแล้ว ท่านสมควรหยุดการถ่ายทอดเรื่องวัตถุนี้เสีย จงถ่ายทอดธรรมด้วย “จิต-ถึง-จิต” จิตถึงจิตก็พอแล้ว ถือเอาผู้บรรลุธรรม ผู้นั้นเป็นผู้สืบอายุพระพุทธศาสนาเอง จงตั้งใจฟังจำโศลกของฉันสืบเอาไว้ให้ดี ๆ อีกด้วย:-

“มีอารมณ์เรามาหว่านเชื้อเมล็ดพืชพันธุ์
เพราะว่าอาศัยพื้นดินผลก็ยังเกิด
ไม่มีอารมณ์แล้ว ก็ไม่มีเชื้อเมล็ดพืชพันธุ์
ไม่มีนิสัยแล้ว – ก็ – ไม่เกิด”


พระสังฆปริณายกองค์ที่ 5. (พระฮ่งยิ้มไต้ซือ) บอกกับท่านเว่ยหล่างอีกว่า เวลานี้ตัวท่านเสี่ยงภัยจากอันตรายมาก อาจจะมีพวกที่ไม่เห็นธรรมะใจบาปคิดอจิฉาทำร้ายต่าง ๆ นานา ใจบาปกรรมอย่างนี้จะต้องตกนรกอย่างหนัก ท่านจะต้องหนีออกไปจากวันในคืนนี้ทันที.

ท่านเว่ยหล่าง บอกท่านพ่อว่า “กระผมเป็นคนชาวไต้ แล้วก็ไม่รู้จักหนทางภูเขาแถบนี้เลย ว่าจะเดินทางออกไปลงเรือที่ปากแม่น้ำได้อย่างไร?”
ท่านพ่อ โอ...อมิตาพุทธ อย่าเป็นห่วงเลย! ฉันจะช่วยนำทางไปส่งจนถึงปากแม่น้ำกิวกังด้วย แล้วหลังจากเราได้จากกันในคืนนี้ไป เราก็จะไม่ได้พบกันอีกแล้ว เพราะว่าฉันจะมีอายุอยู่ไปอีกได้ก็เพียง 3 ปี แล้วก็จะจากโลกนี้ไป ท่านจงเดินทางลงไปหลบซ่อนตัวไว้ในภาคใต้นั้นก่อน ไปให้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้ อย่าด่วนทำการเผยแพร่ให้เร็วเกินไปนัก เพราะว่าพุทธธรรม (เซ็นหรือฌาน) นี้ ไม่ใช่จะสอนมนุษย์ได้ง่าย ๆ นัก ต่อไปนี้ฉันเชื่อว่าด้วยปัญญาญาณของท่านนี้เองจะทำให้หัวใจธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือ พุทธธรรมคำสอนต่าง ๆ นี้ จะแผ่ไพศาลไปได้อย่างกว้างขวางที่สุดแห่งยุคแน่นอน สาธุ!

จากนี้ “ท่านเว่ยหล่าง ได้หนีไปหลบซ่อนตัวอยู่กับพวกพรานในป่าทึบอยู่นานถึง 15 ปี ท่านถือมังสวิรัติ (กินผัก) ไม่ได้เบียดเบียนชีวิตเลือดเนื้อสัตว์ใหญ่ที่มีมือมีตีน ท่านเดินสายกลางยามจนมุมเข้าแล้วก็เอาผักลงไปอาศัยต้มในหม้อเนื้อของพวกพรานป่า แล้วก็หยิบฉันแต่พวกผักล้วน ๆ คือสายกลางยามหมดทางหลีกได้แล้ว ก็เอาตรงนั้นเป็นกลาง ฉันแต่ผักในจานเนื้อของเขา... จนพวกพรานป่าเห็นแล้วนึกแปลกใจ! ท่านก็ฉวยโอกาสที่เขาเกิดอารมณ์นี้ชี้แจงแสดงธรรมเท่าที่จะพอโปรดเขาได้ไปพลางด้วยเสมอ ๆ (ตรงนี้เป็นแบบอย่างที่ดีของการเดินสายกลาง)
ได้อุปสมบทเป็น “พระภิกษุเว่ยหล่าง” เมื่ออายุ 39 ปี ได้ทำการประกาศธรรมโปรดสัตว์อยู่นานถึง 37 พรรษา พระเจ้าจักรพรรดินี “บุ๊เช็กเทียง” ได้พระราชทาน บาตรไพฑูรย์ และนิสีสันทัด 1 ชุด ใบชาหอม 5 ห่อ เงินแท่ง 300 ก้วง มอบให้ราชเลขาธิการ ชื่อ “โง้วฉุ่งเท่ง” นำไปถวาย แล้วยังได้รับสั่งให้ข้าหลวงแห่งชิวเจา (เซี่ยวจิว) เป็นผู้ปฏิสังขรณ์วัดของท่านให้เป็น พระอารามหลวง และให้ดัดแปลงบ้านเกิดของท่านให้เป็น “พระวิหาร” ขึ้นมาอีกด้วย ได้พระราชทานนามว่า “กว๊อกเยนยี่ (ก๊กอึงยี่)”

พระสังฆปริณายกองค์ที่ 6 (เว่ยหล่าง) พอมีพระชนมายุ 76 พรรษา ได้เกิดมรณญาณ คือรู้วันเดือนปีที่จะแตกดับของสังขารจึงได้เรียกประชุมสานุศิษย์ต่าง ๆ มาพร้อมกันแล้ว ได้กล่าวโศลกต่าง ๆ อีกมากมายเป็นครั้งสุดท้าย แล้วรับสั่งว่าฉันจะจากโลกนี้ไปแล้ว ท่านก็นั่งนิ่งเข้าสมาธิดับขันธ์ในฌานสมบัตินั้นไป พระศพของท่านได้บรรลุไว้ในเจดีย์หลวง ณ เมืองโซกาย (เช่าโคย) ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์นามว่า “ไต้ก่ำเซี้ยงซือ”




ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็นเล่ม 1
Pic. | 166 Page.
Download Now

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น