บทที่ 13
จากนี้ ท่านภิกษุทั้ง 4 ท่านก็จาริกต่อไป ได้มาถึงที่ “วัดกัมจุ้ยยี่” ท่านเจ้าอาวาสเห็นว่าเป็นพระเซ็นฝ่ายวิปัสสนาธุระมาจากโซกาย ท่านจึงต้อนรับเป็นอย่างดี แล้วพูดขึ้นว่า “ในห้องกุฏินี้มันร้อนอบอ้าว! ขอนิมนต์ท่านออกไปสนทนากันข้างนอกเถิด! อากาศเย็นสบายดีกว่านี้”
ท่านภิกษุดอกบัวพ้นน้ำ ตอบไปว่า “อากาศนั้นมันยังไม่ร้อนเท่ากับสิ่งที่สิงเกาะอยู่ในจิตใจของท่านเจ้าอาวาส”
ท่านเจ้าอาวาส สะอึก! นิ่ง...มองหน้า ท่านภิกษุดอกบัวพ้นน้ำ แล้วตอบว่า ถูกแล้ว! ถูกแล้ว! ท่านทำให้ฉันสว่างขึ้นมาก! ทุกวันนี้ ฉันปวดหัวในเรื่องการเป็นเจ้าอาวาสปกครองภิกษุสามเณรเป็นจำนวนมาก ๆ ไม่มีวันที่จะสงบจิตใจได้เลย ฉันก็คิดว่ากระทำไปโดยดีตามวิสัยของสมณะทุกอย่างแล้ว แต่ก็ไม่เว้นที่จะถูกชาวบ้านเขาครหาไปต่าง ๆ นานา บางวันต้องหลบหนีขึ้นไปหามุมสงบอยู่บนยอดเขา วันนี้ได้พบท่านนับว่าเป็นโชคดี ขอให้ท่านช่วยกรุณาแนะแนวทางแก้ปัญหาที่มันเกาะสิงอยู่ในจิตใจฉันด้วยทีเถิด!
ท่านภิกษุดอกบัวพ้นน้ำ พูดว่า ขอให้ท่านจงตั้งใจฟังโศลกของฉันสืบไว้ให้ดี:–
“มนุษย์มีปาก ย่อมพูด คนมีหู ย่อมฟัง
สองมือจะปิดหูปิดตาคนทั้งเมือง ย่อมไม่มิด
คนโง่มัวหลบหลีกปรากฏการณ์ต่างๆ
ไม่หลบหลีกจากความคิดปรุงแต่ง
ส่วนคนฉลาดย่อมหลบหลีกความคิดปรุงแต่ง
และไม่จำเป็นต้องหลบหลีกปรากฏการณ์.”
สองมือจะปิดหูปิดตาคนทั้งเมือง ย่อมไม่มิด
คนโง่มัวหลบหลีกปรากฏการณ์ต่างๆ
ไม่หลบหลีกจากความคิดปรุงแต่ง
ส่วนคนฉลาดย่อมหลบหลีกความคิดปรุงแต่ง
และไม่จำเป็นต้องหลบหลีกปรากฏการณ์.”
พอได้ฟังโศลกจบลงแล้ว ท่านเจ้าอาวาสก็เกิดความสว่างไสวในพุทธธรรมขึ้นมาทันที จึงเกิดความศรัทธาเลื่อมใสในคำสอนตามแบบนิกายเซ็น (ฌาน) ง่าย ๆ เป็นอย่างยิ่ง ได้เรียกประชุมสานุศิษย์หมดทั้งวัด แล้วก็ได้อาราธนาท่านภิกษุดอกบัวพ้นน้ำแสดงธรรมในที่ประชุมสงฆ์
ท่านภิกษุดอกบัวพ้นน้ำ ได้แสดงธรรมในที่ประชุมดังต่อไปนี้ ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย วันนี้เราได้มาร่วมสนทนาธรรมพร้อม ๆ กัน ณ ที่นี้ เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นมิได้ง่าย ๆ นัก มันต้องอาศัยบุญบารมีเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่ปรุงแต่งกันได้ส่วนดีแล้ว พวกเราจึงจะมานั่งอยู่ในสถานที่เช่นนี้ได้ ขอให้ท่านทั้งหลายลองคิดดูทีว่ามนุษย์อีกเป็นจำนวนมากมายในโลกนี้ บางคนต้องทำมาหาเลี้ยงชีพและแบกโลก...บางคนไม่เคยบวชและไม่เคยได้ฟังธรรมกันเลย ถึงแม้จะมีบางท่านอยากจะบวชอยากจะได้ฟังธรรม แต่โอกาสมิอำนวยให้เสียเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นเราเกิดมาในชาติหนึ่ง ๆ นี้ ถ้าได้มีโอกาสฟังธรรมบ้างแล้ว ก็นับว่าเป็นโชคดีอย่างมหาศาล มันจะส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางของสังสารวัฏเราทีเดียว ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังธรรมที่ฉันจะกล่าวต่อไปนี้:–
เพื่อนผู้ร่วมการ เกิด แก เจ็บ ตาย ทั้งหลาย สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า จิตเดิมแท้ของมนุษย์นั้น เป็นพุทธะ มีลักษณะเหมือนความว่าง แต่ความว่างก็มิใช่ธรรมะ ธรรมะก็มิใช่ความว่าง ทุกๆ คนที่เกิดมาในโลกนี้มีธาตุของความเป็น “พุทธะ” อยู่ในตัวมาแล้วโดยสมบูรณ์มิได้ยิ่งหย่อนกว่ากันเลยแม้แต่น้อย...แต่ทำไมแม้เราจะพยายามอยู่สักเท่าไรๆ ก็ไม่ได้บรรลุความเป็น “พุทธะบุคคลสักทีด้วยเล่า?” ข้อนี้เพราะว่าพวกเราเกิด ๆ ตาย ๆ แต่ละคนมีสังสารวัฏอันยืดยาวมาจนไม่สามารถที่จะคำนวณได้ว่า เราเกิดมาแล้วกี่ครั้ง...ตายมาแล้วกี่หน...ทีนี้เราเกิดมาแต่ละชาติค่อย ๆ พัฒนาชีวิตและสร้างสม “กิเลส – ตัณหา – อุปาทาน” ไว้แต่ละชาติ ๆ จนพอกพูนเคลือบหนาขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีวันที่จะสลัดให้หลุดเบาบางไปได้สักชาติหนึ่งเลย ฉะนั้นในเมื่อ “กิเลส – ตัณหา – อุปาทาน” มีแต่จะเคลือบให้หนาขึ้นทุก ๆ วัน แล้วเราจะบรรลุความเป็นพุทธะได้อย่างไรกัน? เพราะคำว่า “พุทธะ” นั้น แปลว่า “หมดกิเลส – หมดตัณหา – หมดอุปาทาน” นี่มันอยู่ตรงจุดนี้เอง
ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย คงจะพอรู้แล้วว่า ความเป็นมาแต่ดั้งเดิมนั้นเป็นเช่นไร? ทีนี้ถ้าเราหวนกลับไปพูดกันว่า ถ้าเราจะต้องการความเป็นพุทธะโดยฉับพลันแล้ว เราจะต้องพยายามหาวิธีทำลายสิ่งที่มันเคลือบบดบังความเป็นพุทธะนั้นออกเสีย โดยฉับพลันเช่นกัน ถ้าเราทำลายได้น้อยก็เป็นพุทธะน้อย ถ้าเราทำลายมันได้มากก็เป็นพุทธะมาก ถ้าเราสลัดทิ้งได้หมดก็เป็นพุทธะที่สมบูรณ์ตรงนี้เอง มิใช่อยู่ที่พระคัมภีร์ พระคัมภีร์นั้นมีไว้เพื่อเป็นประโยชน์เหมือนแผนที่ สำหรับบอกทิศทางให้เราเดินสะดวกง่ายขึ้นหน่อยเท่านั้นเอง ที่จริงแล้วทางสำหรับให้เราเป็นพุทธะนั้นมีติดตัวมาแล้วตั้งแต่เกิด แต่พวกเรามองข้ามไปเสียหมด ไม่สนใจกันเองต่างหาก! จึงต้องเที่ยวไปค้นหาพุทธะกันทั่วเมือง แท้ที่จริงมันอยู่แค่จมูกของเราทุก ๆ คน มันติดตามเรามาทุกชาติทุกภพแล้ว “พุทธะ” มีให้เราฟรีๆ อยู่แล้ว โดยมิต้องลงทุนเลย ตรงกันข้ามกับสวรรค์...ท่านจะต้องลงทุนทำบุญจึงจะได้ไปเกิด...ส่วนนรกนั้นเล่า? ท่านก็จะต้องลงทุนทำบาป...ท่านจึงจะได้ไปตกนรก...แต่ทางพุทธะนั้นมีให้เปล่า ๆ มิต้องลงทุนกันมากมาย เหมือนกับสวรรค์และนรกเลย!
ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย ขอให้ท่านคิดตรองดูทีว่า จริงหรือไม่? มันอยู่ที่พวกเราไม่เอากันเองต่างหากมิใช่หรือ? แล้วยังซ้ำร้ายยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก มีบางคนที่โง่เขลาเที่ยวไปโจษจันว่า “พุทธะ” นั้น ไม่มีทางจะไปได้เลย! คนพวกนี้ตัวเองตกอยู่ในหลุมของอวิชชา แล้วยังจะดึงให้เพื่อนมนุษย์ทั้งหลายหลงติดตามลงไปอีกด้วย ซึ่งพวกเขานี้มิได้ให้ความยุติธรรมแก่ทางเป็นพุทธะ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้บอกทางนั้นไว้เลย กรรม!
ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย มีคฤหัสถ์และบรรพชิตเป็นจำนวนมากที่สวดออกนามพระอมิตาภะ และตั้งอธิษฐานจิตขอให้ได้ไปเกิดในดินแดนบริสุทธิ์คือสวรรค์สุขาวดี ทางทิศตะวันตก (ไซทีเก็กลักซี่ก่าย) ท่านทั้งหลายถ้าท่านพบดินแดนบริสุทธิ์ในตัวเองเสียแต่ชาตินี้ให้ทันตาเห็นแล้ว มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรอคอยไปจนถึงชาติหน้า ๆ ให้เสียเวลาในการคอย...เสียเวลาการเดินทางไปโดยไร้ประโยชน์ เมืองสุขาวดีนั้นมันยังอยู่ห่างไกลมาก...เมืองสวรรค์ที่อยู่ใกล้ ๆ ท่านนั้นก็มี...ฉันจะยกมาวางไว้ให้ท่านทั้งหลายเห็น...ถ้าท่านอยากจะอยู่ก็จงรับไว้และปฏิบัติตามไปเถิด! ถ้าไม่ท้อถอยแล้วอนาคตสู่อริยภูมิแน่นอนแล...สาธุ!
ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย “อริยครู” ของฉันได้สอนไว้ว่า กายเนื้อของเราเปรียบได้เหมือนเป็นนครแห่งหนึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น ของเราเป็นเหมือนประตูเมือง ประตูนอกมี 4 ประตู ในมี 1 ประตู ได้แก่อำนาจปรุงแต่งหรืออารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ใจนั้นเป็นแผ่นดิน นิสัยนั้นเป็นเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเจ้าแผ่นดินได้อาศัยอยู่ในมณฑลแห่งใจ ถ้านิสัยยังอยู่ เจ้าแผ่นดินก็ยังอยู่ ถ้านิสัยออกไปเสียแล้ว เจ้าแผ่นดินก็ไม่มี ถ้านิสัยยังอยู่กายและใจก็ชื่อว่ายังเหลืออยู่ ถ้านิสัยออกไปเสียแล้ว กายและใจก็จะบุบสลายพังทลายไป พุทธะนั้นเราจะปฏิบัติให้บรรลุถึงได้ภายในนิสัยของเรา ไม่ต้องมัวไปเสาะแสวงหาพุทธะในที่อื่น ๆ ถ้าธรรมชาติแห่งนิสัยของเรายังมีความหลงงมงายอยู่แล้ว นั่นคือสรรพสัตว์ ถ้าเราตรัสรู้ธรรมชาติแห่งนิสัยของเราแล้ว นั่นคือพุทธะ!
1. ความเป็นคนมีเมตตากรุณาจิต เป็นอวโลกิเตศวร (คือพระกวนอีมซึ่งเป็นพระมหาโพธิสัตว์องค์หนึ่งในจำนวนสององค์ ในดินแดนบริสุทธิ์ทางทิศตะวันตก)
2. การมีมุทิตา – อุเบกขา คือพระมหาสถามะปราปต์มหาโพธิสัตว์ (คือไต้ซีจี่ไต้พู่สัก. เป็นพระมหาโพธิสัตว์อีกองค์หนึ่งซึ่งคู่กัน ในไซทีเก็กลักซี่ก่าย)
3. มีปัญญาความสามารถที่ทำให้ชีวิตบริสุทธิ์ คือองค์พระศากยมุนี (พระนามอีกพระนามหนึ่งของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้)
4. มีความสม่ำเสมอคงที่และความตรงแน่ว คือพระอมิตาภะ (หรืออมิตาพุทธ หรือออนีท่อฮุก)
มีความคิดเรื่องอัตตาตัวตน...หรือเรื่องความมีความเป็นต่าง ๆ คือภูเขาพระสุเมรุ. ใจชั่วได้แก่น้ำในมหาสมุทร. กิเลสคือระลอกคลื่น. ใจที่เคียดแค้นคิดทำลายคือมังกรร้ายอันมีพิษ. ความเท็จมายาการ คือผีห่า. อารมณ์ภายนอกอันน่าเวียนหัวคือปลา ตะพาบน้ำ หรือสัตว์น้ำต่าง ๆ. ความโลภและความโกรธคือ โลกันตนรก. โมหะ หรือความหลงมัวเมา คือสัตว์เดรัจฉานทั่วไป.
ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย ถ้าท่านประพฤติตามกุศลกรรมบถ 10 ประการอย่างมั่นคง แดนสุขาวดีก็จะปรากฏแก่ท่านในทันที เมื่อใดท่านขจัดความเห็นว่าตัวตน...และความเห็นว่าเป็นนั่น....เป็นนี่...ออกไปเสียจากจิตใจได้ ภูเขาพระสุเมรุก็จะหักคะมำพังทลายลงมา เมื่อใดจิตใจไม่ย้อมด้วยความชั่วอีกต่อไป เมื่อนั้นน้ำในมหาสมุทร (แห่งสังสาระ) ก็เหือดแห้งไปสิ้น เมื่อท่านเป็นอิสระอยู่เหนือกิเลสฯ เมื่อนั้นลูกคลื่นและระลอกทั้งหลายก็สงบลง เมื่อใดความชั่วร้ายไม่กล้าเผชิญหน้าท่าน เมื่อนั้นปลาร้ายและมังกรร้ายต่าง ๆ ก็ตายสิ้น
ภายในมณฑลแห่งจิตนั้น มีองค์ตถาคตแห่งนิสัยความตรัสรู้ ซึ่งส่องแสงอันแรงกล้าออกมาทำความสว่างที่ประตูภายนอกและในทั้ง 5 ประตู และควบคุมมันให้บริสุทธิ์ แสงนี้แรงมากพอที่จะทะลุผ่านสวรรค์ชั้นกามาวจรทั้ง 6 และเมื่อมันย้อนฉายกลับเข้าภายในไปยังนิสัยเดิมแท้ มันจะขับธาตุอันเป็นพิษทั้ง 3 อย่างให้หมดไป และชำระล้างบาป สลายตัวการก่อเวรกรรมชนิดที่จะทำให้ตกนรก หรืออบายภูมิอย่างอื่น ๆ แล้วจะทำความสว่างไสวให้เกิดแก่เราทั้งภายในและภายนอก จนกระทั่งเราไม่มีอะไรแตกต่างจากพวกที่เกิดในแดนบริสุทธิ์ทางทิศตะวันตกนั้น ถ้าหากว่าเราไม่ฝึกหัดตัวเราเองให้สูงถึงขนาดนี้แล้ว เราจะบรรลุถึงแดนบริสุทธิ์นั้นได้อย่างไรกัน?
ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย ผู้ใดอยากจะทำการปฏิบัติ (ทางจิต) จะทำที่บ้านก็ได้ ไม่มีความจำเป็นสำหรับคนเหล่านั้นที่จะต้องอยู่ในสังฆาราม พวกที่ปฏิบัติตนอยู่กับบ้านนั้นอาจจะเปรียบกันได้กับชาวบ้านทางทิศตะวันออก “ที่ใจบุญ...” พวกที่อยู่ในสังฆารามแต่ละเลยต่อการปฏิบัตินั้น ไม่แตกต่างอะไรกันกับชาวบ้านที่อยู่ทางทิศตะวันตก “แต่ใจบาป...” จิตบริสุทธิ์ได้เพียงใดมันก็เป็น “แดนบริสุทธิ์ทางทิศตะวันตก กล่าวคือ จิตเดิมแท้ของบุคคลนั่นเอง” เพียงนั้น
เมื่อได้ฟังธรรมเทศนาจบลงแล้ว ผู้ที่ได้มาร่วมประชุมเป็นจำนวนมากเกิดความสว่างไสวรู้แจ้งทางจิตใจปิติซาบซึ้งในธรรมนี้มากมาย สาธุ! พุทธอยู่ในดวงจิตของทุก ๆ คนแล้ว
Pic. | 166 Page.
Download Now
Download Now

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น