วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น บทที่ 5


บทที่ 5

มีข่าวลือแพร่สะพัดว่า นายดอกบัวใต้น้ำ – ชาวนาโง่ ได้บรรลุธรรม ณ สำนักโซกาย แพร่ไกลออกไปทุกเมือง หลายปีต่อมา มีพ่อค้าเกลือเดินทางไปค้าขายแถบเมืองใต้ แวะพักแรมที่ ณ วัดในสมัยที่ “นายดอกบัวใต้น้ำ” ได้เคยมาศึกษาธรรมแล้วไม่สำเร็จ

ท่านเจ้าอาวาสวัดนั้นได้ถาม “นายวาณิช” ขึ้นว่า ท่านเดินทางมาจากเหนือเคยได้ยินข่าวว่า “นายดอกบัวใต้น้ำ” ซึ่งเคยมาเรียนธรรมอยู่กับฉันแต่ก่อนนั้น บัดนี้ได้บรรลุธรรมที่สำนักโซกายแล้วบ้างไหม?

นายวาณิช ตอบว่า เป็นความจริง! ในวันที่ท่านอุปสมบท ผมยังได้ถวายผ้าจีวรให้แก่ท่านไปหนึ่งผืนด้วย และท่านพ่อเฒ่าแห่งเมืองโซกายยังได้เปลี่ยนฉายานามให้ใหม่ว่า “ภิกษุดอกบัวพ้นน้ำ” บัดนี้กำลังเป็นอาจารย์สอนธรรมะแทน “ท่านพ่อเฒ่า” วัยชราได้เป็นอย่างดี ซึ่งกำลังมีชื่อเสียงทั่วไปทั้งเมือง...

ท่านเจ้าอาวาส อุทาน “หือ! เดี๋ยวก่อน...! ท่านวาณิช นายดอกบัวโง่...นั่นนะหรือ? สอนธรรมได้ เป็นความจริงหรือ?”

นายวาณิช ตอบว่า “เป็นความจริงครับ! ท่านอาจารย์”

ท่านเจ้าอาวาส “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว เมืองโซกายจะต้องมีพระพุทธเจ้ามาเกิดแน่นอน”

เอ้อ! สาธุ! สาธุ! “ฉันขออนุโมทนาด้วย ฉันจะได้หมดห่วงเขาเสียที”

หลังจาก นายวาณิช ได้มาพูดเรื่องนี้ขึ้นแล้ว ก็เป็นข่าวสนใจโจษจันกันไปทั่ววัด บางท่านไม่ยอมเชื่อ...บางท่านก็ยังสงสัยว่ามันจะเป็นไปได้หรือ? คนไม่รู้จักหนังสือ...ซ้ำยังโง่อีกด้วย...

มีภิกษุสูงอายุรูปหนึ่งชื่อ “ซิ้งทง” เกิดศรัทธาสำนึกเซ็นที่นายวาณิชพูดขึ้นมา จึงชักชวนเพื่อนภิกษุด้วยกันอีกสองรูปออกเดินทางไปพิสูจน์ความจริง ท่านทั้งสามพร้อมใจกันมุ่งตรงตัดทางลัดเลาะป่าฝ่าดงพงทึบแรมคืนมา 14 วัน พอบ่ายวันที่ 14 ก็มองเห็นภูเขาเป็นวิวราง ๆ มีน้ำตกอยู่ข้างหน้า ก็ดีใจเร่งรีบเดินตรงไปยังจุดนี้เพื่อหาน้ำและที่พักแรม เมื่อถึงเชิงเขาก็เห็นเณรองค์หนึ่งกำลังตักน้ำที่ลำธาร จึงแวะวกเข้าไปถามเณรว่า “ที่นี่มีวัดอยู่ด้วยหรือ?”

สามเณรองค์นั้นตอบว่า “เป็นสำนักปฏิบัติธรรมนิกายลุกจง (นิกายวินัย)”

ทั้งสามท่านรู้สึกดีใจที่ได้พบมีวัดอยู่ในกลางป่าดง เพราะว่าข้าวตากเสบียงอาหารที่ติดตัวมาก็เหลือเล็กน้อยเต็มที คงจะได้รับความช่วยเหลือและจะได้ขออาศัยที่พักแรมชั่วคราว จึงเดินตามเณรน้อยไปจนถึงปากถ้ำ

สถานที่นี้สงบเงียบดี กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ภูเขา จะเห็นน้ำตกเป็นแผ่นสีขาวแผ่ทาบไว้บนไหล่เขา...ดูเสมือนผืนผ้าทิพย์ที่ชาวสวรรค์เขาเอามาตากไว้ให้มนุษย์ชม ระหว่างเชิงเขาสลับซับซ้อนไปด้วยชะง่อนผา และยังแทรกแซงไปด้วยต้นไม้ป่าอันน้อยใหญ่ ซึ่งมีลำต้นแปลกพิสดารมาก คือบางต้นก็เตี้ยตะแหมะแขะ บางต้นก็สูงตระหง่านไป แล้วแตกกิ่งก้านมีใบสดแสดดกเป็นพุ่มพวงงามเหมือนคล้าย ๆ ร่มกลดพระธุดงค์ บางต้นมีกิ่งบิด ก้านงอหงิกลำต้นคด ๆ โค้ง ๆ มีเปลือกไม้หยาบหนาแตก ขรุขระดูคร่ำคร่า บางต้นก็ปูดนูนโตเป็นตะปุ่มตะป่ำ บางต้นก็มีโคนต้นไม้ที่ใหญ่โตมาก มีตอไม้เว้าแหว่งเป็นโพรงลึก ๆ เข้าไปจนพอให้นักรักสงบเข้าไปนั่งฝึกสมาธิได้ หรือเป็นห้องสมถะวิปัสสนากรรมฐาน
บางโอกาสเขาเล่าไว้ว่ามีอภินิหาร ซึ่งมันทำให้คนที่อยู่ในนั้นหวาดเสียวสะดุ้ง! ตกตะลึกขวัญหนีดีฝ่อสมาธิแตกเลย! ต้องท่องมนต์ขับผีไล่ปีศาจ... แล้วต้องรีบลุกขึ้นไปเหลียวซ้ายแลขวามองสูงดูต่ำ พอสำรวมจิตใจได้แล้วก็ค่อย ๆ แอบจ้องมองดู โอ...คือพวกฝูงสัตว์ป่า บิน เดิน วิ่ง เลื้อย คลาน มีตัวเล็กตัวโตนานาชนิด มีบางพวกธรรมชาติเขาระบายสีให้มาอย่างสวยงามมาก บางตัวแยกเขี้ยวเห็นฟันแหลมคมขาว โง้ง ๆ ออกมา วางท่าร้องเบ่งขู่คำราม! บางตัวพิลึกมีขายาวลำตัวสูงโย่ง ๆ ดูแล้วช่างขยะแขยงน่าสะพรึงกลัวเป็นยิ่งนัก! บางครั้งหูจะได้ยินเสียง นก ลิง ค่าง บ่าง ชะนี กู่ขันร้องสารพัด ไพเราะเสียง

แล้วยังมีสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์สูงขึ้น ๆ ไปกว่านั้นอีกอย่างหนึ่ง ก็คือมีต้นไม้โบราณอายุยืนนานมานับพันปี บางต้นรากไม้ยาว ๆ แล้วชอนไชไป ๆ ดำผุดโผล่เกาะแทรกซอกหินพันอ้อมรอบ ๆ โขดผาหน้าถ้ำหินงอกย้อยต่าง ๆ ไปจนถึงปากเหวร่องลำธาร เกาะแก่ง บ้างก็ทับกันไปโยงม้วนขดเป็นวงกลมยาวย้อยลงมาเป็นรูปขั้นกระไดก็มี ดูแล้วไม่เบื่อตาชอบกล ๆ คล้าย ๆ เป็นตัวรูปสิงสาราสัตว์ต่าง ๆ มีสีสันงามแบบธรรมชาติ ที่ไม่มีมายาการอะไรมาปรุงแต่งเลย ... ถ้าเพ่งพิจารณาไปมักจะเกิดอารมณ์สมถะ ...

โอ ... อมิตาพุทธเป็นอย่างนี้เองหนอ! วันนี้พวกฉันเพิ่งจะมาค้นพบกรรมวิธีว่านักรักสงบทางจิตเขามักชอบป่าภูเขาและปลูกต้นไม้ เล่นตอไม้ ไม้ดัดรูปต่าง ๆ เอาธรรมชาติสดชื่นเป็นเพื่อนทางใจ ดังคำปราชญ์โบราณเขาว่า จงหยุดนิ่งก่อน! แล้วพิจารณาดูไปนาน ๆ เถิด! จะเกิดผลเป็นสื่อกลางบันดาลใจให้มนุษย์เราเกิดสมาธิจิตโดยธรรมชาติ เพราะจิตไปคลอเคลียในสิ่งเหล่านั้นหมด ... จึงเลิกคิด ... หยุดคิดในเรื่องอดีต ๆ ทำให้ความรู้สึกขาดตอนลงได้มาก ... ได้ผ่อนคลายอารมณ์ร้ายๆ พักรักษาโรคเส้นประสาทหายเวียนหัว คือการพบมุมว่าง – เย็น – สงบในกายใจ ผลคือกำไรชีวิตดีมากแล ...

ในบางโอกาสก็มีกระแสลมที่โชยมาแทรกอยู่ด้วยกลิ่นหอมอันสดชื่นของเหล่าดอกพฤกษานานาพรรณ มีน้ำตกตอนต่ำไหลเป็นสายวกวนมาเซาะกระทบแก่งหิน แล้วสะท้อนเสียง! เสมือนมีทวยเทพกำลังบรรเลงเพลงทิพย์ ฟังดูแล้วคล้าย ๆ กับบทสวดว่า “อนิจจัง – ทุกขัง – อนัตตา – ว่าง” ภายในจิตใจให้รู้สึกวิเวกวังเวง...ชวนให้คิดไปถึงว่าผู้อาศัยอยู่ในสถานที่นี้คงจะเป็นพวกมนุษย์กึ่งเทพกึ่งคนเป็นแน่ ...

เณรน้อยจึงนำเข้าไปในถ้ำใหญ่ พบท่านเจ้าสำนักกำลังสาธยายธรรมะ มีศิษย์นั่งสนใจฟังอยู่ร่วมร้อยรูป พอจบการบรรยาย ทั้งสามท่านจึงเดินก้มหน้าสำรวมกิริยาเข้าไปกราบ

ท่านเจ้าอาวาสถามขึ้นว่า “ท่านทั้งสามนี้ชื่อว่าอะไร...มาจากที่ไหนกัน?”

ภิกษุซิ้งทง ผู้อาวุโสกล่าวตอบไปว่า “ผมชื่อ – ซิ้งทง องค์รองไปนี้ชื่อ – ตี้หุย – ถัดไปองค์โน้นชื่อ – ชอเจ็ง” ผมทั้งสามเดินทางมาจากวัดเมืองใต้จะไปเมืองโซกาย ปรารถนาจะขอพักแรมในสำนักของท่านอาจารย์สักวันหรือสองวันก่อนแล้วจะเดินทางต่อไปครับ!

ท่านเจ้าอาวาส ต้อนรับอาคันตุกะทั้งสามเป็นอย่างดี แล้วถามขึ้นว่า “ท่านชื่อ ซิ้งทง ฉันสงสัยจะเป็นท่านนี้ใช่ไหม? ก่อนหน้าออกบวช เป็น นักเสกเวทมนตร์คาถา ที่มีชื่อเสียงมาก”

ท่านซิ้งทง จึงตอบว่า “ใช่แล้วครับ!”

ท่านเจ้าอาวาส “ดีแล้ว! ฉันได้ยินศิษย์ของฉันชอบกล่าวถึงท่านเสมอ ๆ วันนี้ได้พบตัวจริงนับว่าเป็นโชคดี เอาละ! ไว้พรุ่งนี้ค่อยสนทนากันใหม่ ท่านจงไปอาบน้ำหาที่พักในวัดนี้ได้ตามใจชอบ ที่นี่ไม่มีอะไร...อยู่กันแบบอาศัยธรรมชาติล้วน ๆ ถึงแม้ว่าอาหารก็ไม่ได้เบียดเบียนชีวิตเนื้อสัตว์ ฉันแต่พวกพืชผักและผลไม้ในป่านี้ตามมีตามเกิดเท่านั้นเอง”




ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็นเล่ม 1
Pic. | 166 Page.
Download Now

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น