บทที่ 2
อีกสองวันต่อมา “นายดอกบัวใต้น้ำ” เห็นท่านพ่อถือไม้เท้าเดินออกมานั่งหน้ากุฏิจึงค่อย ๆ เดินเบา ๆ เข้าไปกราบลงบนแทบเท้าสามครั้ง แล้วกราบเรียนท่านว่าผมเป็นคนชาวนา เกิดมาในตระกูลยากจนขัดสน ... พ่อแม่ก็ตายตั้งแต่ผมยังเยาว์วัย เลยขาดผู้อุปถัมภ์ให้ได้เล่าเรียนหนังสือ อยู่มาวันหนึ่ง ... ผมคิดเบื่อหน่ายในชีวิตที่ยากแค้น ที่มีมาตั้งแต่เล็กจนโต จึงคิดอยากจะบวชเผื่อจะได้บุญกุศลบ้าง จึงได้เดินทางเข้าไปในวัดแห่งหนึ่งเพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ แต่โชคไม่ดี ท่านเจ้าอาวาสนั้นบอกว่า ผู้ที่จะมาบวชอยู่ในวัดนี้จะต้องท่อง สูตรพระอภิธรรม หรือคัมภีร์ใดคัมภีร์หนึ่งให้ได้เสียก่อน จึงจะยอมให้บวช ผมบอกไปว่าผมไม่รู้จักหนังสือ ท่านอาจารย์สงสารผมมากอุตส่าห์เอาคัมภีร์มาอ่านให้ฟังเวลาท่านว่างเสมอ ๆ ผมก็ตั้งใจฟัง และเรียนอยู่หลายปีก็ยังท่องจำอะไรไม่ค่อยจะได้ ท่านสอนให้ผมระวังคอยจับลักษณะวาระของจิต เช่น “โลภะ – โทสะ – โมหะ –“ ให้ดี ๆ ว่ามันแสดงอาการออกมาในรูปไหน? ผมได้เรียนมาเป็นเวลานานแล้ว ก็ยังแยกไม่ออกสักที จนอาจารย์ท่านโมโห...ไม่ยอมรับสอนธรรมให้ผมเสียแล้วครับ! ท่านบอกว่าเอาไว้ชาติหน้าเถิด! ปะเหมาะเผื่อท่านได้ตรัสรู้ธรรมแล้วจึงจะสอนให้ผมใหม่ ท่านสั่งให้ผมทำแต่บุญกุศลไปให้มาก ๆ ก็แล้วกัน!
ท่านพ่อ สนใจฟัง แต่นิ่งไม่พูดอะไร ตกเวลาเย็นหลังจากสวดมนต์ทำวัตรจบแล้ว จึงเรียกศิษย์ให้ตามท่านไป ขณะนั้นเป็นฤดูเริ่มหนาว หมอกหิมะตกทุกคืน ชาวจีนทุกคนจะต้องสวมหมวกทำด้วยไหมพรมหนา ๆ
พอเดินเข้ากุฏิ ท่านพ่อ ก็บอกให้ศิษย์ปิดประตูลั่นกลอนเสีย แล้วท่านก็นั่งลงพักเหนื่อย... บนเก้าอี้นวม
ศิษย์ก็ถอดหมวกออกด้วยความเคารพ แล้วเอาวางไว้บนโต๊ะข้าง ๆ นั้น จากนั้นก็เดินไปรินน้ำชาร้อน ๆ มาถวายท่านพ่อถ้วยหนึ่ง เพื่อดื่มกันความหนาว
ท่านพ่อ ลุกขึ้นบอกให้ศิษย์เดินตามท่านมาทางประตูด้านใต้ (กุฏินี้มีสองประตู) พอถึงก็ชี้มือให้ศิษย์ออกไปข้างนอกโน้น...
นายดอกบัวใต้น้ำ พอก้าวพ้นธรณีประตูออกไปเท่านั้น...
ท่านพ่อ ก็ปิดประตูลั่นกลอนไปเลย! แล้วหันกลับมาที่โต๊ะ ซ้ำยังแถมเก็บเอาหมวกของศิษย์ซ่อนไว้เสียอีกด้วย
นายดอกบัวใต้น้ำ ออกไปปะทะลมหนาวเข้า ก็ยังไม่รู้ว่าท่านพ่อจะให้ออกมาทำอะไร? โอ...เดือนก็มืดละอองหิมะเริ่มทยอยพัดสาดเข้ามายังร่มชายคาหน้ากุฏิ มันปกคลุมไปหมดไม่สามารถที่จะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ หนาวจนขนลุกครางสั่น ฮือ ! ฮือ ! ก็นึกถึงหมวกที่อยู่ในกุฏิขึ้นมาได้หันหลังกลับเข้าไปคลำหาประตู อ้าว! ท่านพ่อลั่นกลอนประตูปิดแน่นเสียแล้ว ตาย! ตาย! ที่นี้จะทำอย่างไรกัน? จึงเคาะประตูส่งเสียงร้องเรียกว่า หลวงพ่อครับ! หลวงพ่อครับ! หมวกของผมอยู่ข้างในครับ! เอ๊ะ! ไม่ได้ยินเสียงท่านตอบ...แต่คงเรียกอยู่อย่างนั้นแหละ! เรียกไปเถิด! ท่านให้ผมออกมาทำอะไรครับ? หนาวตากละอองหิมะทนแทบไม่ไหวแล้วครับ! เงียบ...ไม่มีวี่แววของเสียงที่จะตอบออกมาเลยแม้แต่คำเดียว “นายดอกบัวใต้น้ำ” นั่งกอดเข่าฟันกระทบกันกิก! กิ๊ก..! ครางสั่นฮือ! ฮือ! ตาย...ท่านพ่อจะเล่นแบบไหนกับเราก็ไม่รู้?
สามชั่วโมงผ่านไป ท่านพ่อออกมาเปิดประตู “นายดอกบัวใต้น้ำ” ไม่ถามอะไรเลย! ตรงปรี่ไปที่ปั้นน้ำชา หยิบถ้วยรินน้ำชาร้อนซดฮวก!ฮวก!! สองถ้วยติด ๆ กัน นั่งหายใจออกพร้อมกันทั้งปาก-จมูกมีเสียงฮ้า! ฮา.. หื่อ...ฮือ...เลย แล้วก็รีบเดินไปยังโต๊ะที่วางหมวกไว้ นึกแปลกใจ... หมวกของเราไปไหน ? มองไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นมี... จึงเรียนถามท่านพ่อว่า “หมวกของผมวางไว้บนโต๊ะนี้ หายไปไหนครับ?”
ท่านพ่อ “เจ้าวางไว้บนโต๊ะนั้นจริง ๆ หรือ... ถ้าอย่างนั้นมันจะหายไปไหนล่ะ?”
ศิษย์ตอบ “แน่ครับ! หลวงพ่อ ผมจำได้ไม่ผิด ถอดวางไว้ตอนเข้าประตูครับ!”
ท่านพ่อ “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ... มันก็แปลกประหลาดใจน่าคิด...ขอให้เจ้าจงใช้สติ-ที่มี-ปัญญาคิดดูที?”
ศิษย์นั่งคิดทบทวนอยู่ไปมา...เกิดความคิดแวบขึ้นมาว่าต้องมีขโมยเอาไปมันจึงหาย...แล้วยกมือขึ้นไหว้ท่านพ่อ “ผมคิดได้แล้วครับ! ต้องมีขโมยเอาไปครับ!”
ท่านพ่อ ซักต่อไป “ขโมยเขาเอาหมวกเจ้าไปเพื่ออะไร จงคิดดูที?”
ศิษย์ตอบ “เป็นเพราะเขาอยากได้ของผู้อื่น เขาจึงต้องเป็นขโมยครับ!”
ท่านพ่อ ถามอีกว่า “การที่อยากได้ของผู้อื่นเขาจนถึงต้องเป็นขโมยนั้น อาจารย์สำนักก่อนของเจ้าท่านสอนว่า “เป็นคนชนิดไหนเล่า?”
ศิษย์ นั่งคิด...แล้วตอบว่า “โลภะครับ!”
ท่านพ่อยิ้ม! หยิบหมวกออกมาจากที่ซ่อนยื่นให้ แล้วพูดว่า “นี่แหละ! ปัญญาอันแท้จริงนั้นถ่ายทอดให้กันไม่ได้ ต้องเกิดขึ้นแก่ตัวของเจ้าเอง มันถึงจะอยู่และไม่ลืมไปได้ง่าย ๆ”
ศิษย์ดีใจและพูดว่า “ครับ! หลวงพ่อ ไอ้ตัว โลภะ นี้ผมคงจะจำมันไว้ได้ไปจนวันตายครับ!”
ในทันใดนั้น ศิษย์เกิดศรัทธาวิธีสอนของเซ็นขึ้นมา จึงกราบลงแทบเท้า ท่านพ่อเฒ่า อีกสามหน แล้วพูดว่าท่านหลวงพ่อ ได้สอนตัว “โลภะ” ให้แก่ผมจนเข้าใจดีแล้ว แต่ยังมีตัวต่อไป คือ “โทสะ” อีกตัวหนึ่ง มันเป็นลักษณะแบบไหนกันครับ? โปรดชี้แจงให้ผมทราบด้วยครับ!
ท่านพ่อเฒ่า นิ่ง! ยืน...แต่มือกำไม้เท้าอยู่จนแน่น... “เดี๋ยวก่อน! เจ้าเรียนตัวนี้มากี่ปีแล้วล่ะ?”
ศิษย์ ตอบว่า “ราว ๆ 3 ปีแล้วครับ!”
ท่านพ่อเฒ่า เหวี่ยงไม้เท้าลงไปที่สันหลังศิษย์ แล้วพูดซ้ำ ๆ ว่า “นี่โทสะ – โทสะๆ จำไว้นะ! มันมีลักษณะอย่างนี้”
นายดอกบัวใต้น้ำ “ร้องโอ๊ย ! โอ๊ย...! ผมรู้–ผมรู้จักมันแล้วครับ–ครับ–โอย...........!”
Picture. | 166 Page.
Download Now
Download Now

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น