อีกสักอาทิตย์หนึ่งต่อมา ท่านพ่อ นั่งอยู่ในเงาร่มไม้ นายดอกบัวใต้น้ำ จึงรวมกำลังใจอยู่พักหนึ่ง แล้วค่อย ๆ เดินเข้าไปกราบที่พื้นดินสามหน
นายดอกบัวใต้น้ำ พูดขึ้นว่า ครั้งก่อน ท่านหลวงพ่อได้สอน “โลภะ และ โทสะ” ให้แก่ผมจนรู้แจ้งแล้ว บัดนี้ยังขาดตัว “โมหะ” ขอได้โปรดช่วยกรุณาสอนให้ผมด้วย ครับ!
ท่านพ่อเฒ่า แห่งโซกาย นั่งนิ่งอยู่สักครู่แล้วพูดขึ้นว่า “ต่อจากนี้ไป ... เจ้าไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด ...” แล้วท่านหยิบไม้กวาดยื่นส่งให้ “นายดอกบัวใต้น้ำ” แล้วพูดขึ้นอีกว่า “จงกวาดขี้ฝุ่นละอองธุลี ... ทั้งนอกและทั้งในทิ้งให้หมด …”
นายดอกบัวใต้น้ำ ครับ! รับไม้กวาดมา ... จากนี้ทุกเช้าก็ต้องทำเวรเก็บกวาดใบไม้จนกว่าจะหมดทั่วทั้งลานวัด กินเวลาเกือบทั้งวันและทุกวัน จิตใจอ่อนเพลียระเหี่ยใจไปตลอดปี ทำงานนี้ซ้ำซากกันปีแล้วปีเล่า ...
จึงไปเรียนถามท่านพ่อว่า “ตัว – โมหะ – นั้นเป็นอย่างไร?”
ท่านก็ตอบว่า “กวาดมันหมดแล้วหรือยังล่ะ?” ซึ่งคำตอบของท่านนี้ ดูเหมือนจะเป็น “โกอาน คือ ปริศนาธรรม” เรามันก็โง่อยู่เป็นพื้นมาแล้ว คิดอย่างไรก็ตีปัญหาไม่แตกสักที! อุตส่าห์ไปถามกี่ครั้งกี่หน ... ท่านก็ตอบว่า “กวาดมันหมดแล้วหรือยังล่ะ?” แบบนี้ทุกที! กรรมอะไรหนอ? ที่มาพบอาจารย์เอาแต่นิ่ง! นิ่ง! เราคงจะต้องกวาดลานวัดไปจนวันตายก็ไม่รู้ เฮ้อ! เวร! เวร ... แต่ชาติก่อน
หลายเดือนผ่านไป เกิดฤดูเปลี่ยนแปลงอากาศเริ่มร้อนจัด หิมะเมฆหมอกสลายตัว ท้องฟ้ากระจ่างแจ้ง ... ในบัดดลนั้นก็เกิดมีลมพายุใหญ่พัดมาอย่างแรง กระแสลมได้พัดกวาดพาเอาใบไม้และขี้ฝุ่นละอองธุลีต่าง ๆ ไปหมด ... จนลานวัดเตียนโล่ง ... พอลมสงบ ... นายดอกบัวใต้น้ำ ซึ่งเดินถือไม้กวาดอยู่เห็นเข้าก็ร้องขึ้นว่า “เอ้อ! โชคดีของเราแล้วโว้ย! ฟ้าดินช่วยคราวนี้คงจะได้หยุดพักสบายไปหลายวัน” แล้วก็เดินไปนั่งสมาธิที่ใต้ต้นเซียนท้อ เอาความว่างใสเย็นกระจ่างของท้องฟ้าเป็นนิมิต ... พิจารณาดูไปจนเกิดปัญญาขึ้นมาว่า “ถ้าจิตใจของเราสลัดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างได้ เหมือนลมพายุพัดกวาดเอาขี้ฝุ่นและใบไม้จนเตียนโล่งลานวัดได้อย่างนี้แล้ว จิตใจของเราคงจะหมดความทุกข์ สิ้นกังวลต่างๆ เหมือนหมดเวร ไม่ต้องถือไม้กวาดทุกๆ วันเป็นแน่แท้”
ในทันใดนั้น ท่านพ่อเฒ่า แห่งเมืองโซกาย รู้ได้ด้วยญาณว่าวาระจิตของศิษย์ไปถึงไหนแล้ว ท่านพ่อ จึงลงจากกุฏิเดินตรงมายังต้นเซียนท้อ ยืนรอคอยจนศิษย์ออกจากสมาธิ ...
เมื่อศิษย์เห็น ท่านพ่อเข้าก็รีบก้มลงกราบด้วยความเคารพอย่างสูง
ท่านพ่อเฒ่า พูดขึ้นว่า “จงเอาไว้กวาดของฉันกลับคืนมาได้แล้ว ... ฉันจะเอาไปไว้ให้คนอื่นที่เขายังมีใบไม้และขี้ฝุ่นรกๆ เกรอะกรังอยู่กวาดกันบ้าง ...”
ตอนบ่าย ท่านพ่อก็เรียกประชุมสานุศิษย์ทำพิธีปลงผมอุปสมทบให้ “นายดอกบัวใต้น้ำ” แล้วยังตั้งฉายาให้ใหม่ว่า “ภิกษุดอกบัวพ้นน้ำ” พอเสร็จพิธีการบวช “ท่านพ่อเฒ่า” ให้โอวาทพูดว่า
ต่อไปนี้เธอ “ดอกบัวพ้นน้ำ” ได้แล้ว เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์แล้ว เธอจะถือนิสัยแบบเดิม ๆ ชอบเที่ยวออกไปกินอาหารที่มีเนื้อสัตว์ตามนอกวัดไม่ได้แล้วนะ! จะเป็นการผิดศีลซึ่งเป็นข้อห้ามของพระพุทธศาสนา ขึ้นชื่อว่าศาสนาพุทธแล้ว มีเมตตากรุณาธรรมต้องไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ และหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ จึงจะเรียกว่าเป็นชาวพุธที่สมบูรณ์ ถึงแม้จะมีบางท่านเห็นว่าไม่ผิดศีล เพราะไม่ได้เจตนาฆ่าเอง หรือถ้าจะอ้างว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนดับขันธ์ปรินิพพานท่านก็ยังฉันอาหารของ “นายจุนทะฯ” ซึ่งปรุงด้วยเนื้อสุกรเช่นกัน “ผู้พูดแบบนี้....เป็นเพราะว่าเขามีความอยากจะกินอยู่แล้วเป็นต้นทุน” นักปราชญ์ยุคหลังจึงตีความในอักษรศาสตร์ ผิดความหมายเดิมของเขาไป หลักฐานในพระไตรปิฎกมหายานมีระบุไว้ชัดเจนว่า “นายจุนทะฯ” ชาวฮินดูมีอาชีพเป็นช่างโลหะ ผู้มีความศรัทธาต่อพระพุทธองค์ได้ไปเก็บเห็ดจากต้นจันทน์มาปรุงอาหารถวาย ซึ่งเห็ดชนิดนี้ตามปกตินั้นชาวพื้นเมืองมักจะเอามาปรุงเป็นอาหารกินได้ โดยไม่มีพิษโทษอะไรเลย! แต่โดยบังเอิญที่โพรงไม้จันทน์ต้นนี้เดิมคงจะมีสัตว์ เช่น พวกงูพิษมาอาศัยอยู่ก่อน ซึ่ง “นายจุนทะฯ” ก็ไม่รู้ ถ้ารู้ก็คงจะไม่มาเก็บเห็ดในโพรงไม้ต้นนี้เป็นแน่!
หลักฐานทางประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่ง จะชี้ชัดให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าเกิดในตระกูลฮินดูชั้นสูง ไม่นิยมการเสพเนื้อสัตว์ ประชาชนพลเมืองแถบนั้นก็เป็นชาวฮินดูเกือบทั้งหมด เมื่อตัวเองก็ยังไม่กินเนื้อสัตว์อยู่แล้ว แล้วใครจะปรุงอาหารที่มีเนื้อสัตว์ไปถวายหรือใส่บาตรพระพุทธเจ้า เป็นผู้ค้นพบพระพุทธศาสนาเชียวหรือ? หรืออาจจะมีผู้เถียงว่า ก็ไม่ได้สั่งให้เขาฆ่ามาถวาย นี่! นั่นแหละ! การกินก็ยังจัดอยู่ในประเภทที่ได้สนับสนุนให้เขาฆ่าสัตว์ จัดว่ายังมีกรรมร่วมอยู่บ้างเช่นกัน ถ้าจะมองในแง่เมตตาก็ยังขาดไปอีกเหมือนกัน บัดนี้เธอเป็น “พระภิกษุดอกบัวพ้นน้ำ” แล้ว เธอจงมุ่งจิตศึกษาเซ็นชั้นสูงต่อไปตามกำลังสติปัญญาของเธอเอง ... ฉันหมดหน้าที่ ... ที่จะต้องคอยชี้ทางให้แก่เธอแล้ว
ถ้าเธอปฏิบัติเซ็น (ฌาน) เพื่อความดับทุกข์ของตัวเองรอด นั่นคือ “อรหัตภูมิ”
เมื่อเธอบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วมีปัญญาเห็นว่า ... ไม่ควรจะเอาตัวรอดไปเพียงคนเดียว เพราะยังมีสัตว์อีกมากมายที่ถูกขังอยู่ในกรงของวัฏสงสาร สมควรที่เธอจะมาช่วยพระบรมศาสดาของเราประกาศธรรม รื้อสัตว์ขนสัตว์กันต่อไปอีก
นั่นคือ “โพธิสัตว์ภูมิ” จงทำต่อ ๆ ไปเถิด! จะต้องบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแน่นอน สาธุ!
Picture. | 166 Page.
Download Now
Download Now






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น