ศิลาจารึกบนฝาผนังแผ่นที่ 1
ชีวประวัติพระสังฆปริณายกองค์ที่ 1
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา (ตั๊กม้อโจ้วซือ)
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 1 (อิ๊ดโจ้ว) ประวัติเดิมเป็นราชโอรสองค์ที่ 3 ของพระเจ้าแผ่นดินแคว้นคันธารราษฎร์ (เฮียงจี่อ๊วงไท้จื้อ) ประเทศอินเดีย ท่านมีความสามารถนั่งเข้าฌานสมาบัติชั้นสูงตั้งแต่พระชนมายุยังเยาว์วัย.
ท่านเคยนั่งเข้าฌานต่อหน้าพระศพของพระบิดาได้นานตลอดถึง 7 วัน เป็นนักปราชญ์ผู้แตกฉานในคัมภีร์ของทุก ๆ ศาสนา และวรรณคดีอักษรศาสตร์โบราณอีกด้วย เป็นเอกแห่งยุค หลังจากพระบิดาสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ได้ไปศึกษาธรรมะต่ออยู่กับพระสังฆปริณายกองค์ที่ 27 (คือพระสังฆราชปรัชญาตาระเถระ)
พระสังฆราชปรัชญาตาระเถระ ได้หยิบลูกแก้วให้ท่านโพธิธรรมดูเป็นปริศนาธรรมะ ในทันทีนั้น ท่านโพธิธรรมก็เกิดความสว่างไสว บรรลุธรรมที่ตนยังสงสัยมาทั้งหมด และสามารถตอบปัญหาธรรมได้หมด พอบรรลุธรรมแล้วได้อุปสมบทเป็น พระภิกษุ
พระสังฆราชปรัชญาตาระเถระ เห็นปัญญาบารมีพระโพธิธรรมสูงมาก จึงได้เรียกประชุมคณะสงฆ์ ประกาศว่า พระโพธิธรรมได้บรรลุธรรมสมบูรณ์ดีแล้ว บัดนี้ฉันจะถ่ายทอด บาตร จีวร สังฆาฏิ ธรรมทั้งหมดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ท่านพระโพธิธรรมเป็นพระสังฆปริณายกองค์ที่ 28 (มาในเมืองจีนนิยมนับเป็น 1. คือองค์แรก) เพื่อเป็นพระสังฆราช สืบหลักธรรมและอายุพระพุทธศาสนาต่อจากฉันไปแล้ว ท่านยังได้กล่าวโศลกให้ไว้อีกบทหนึ่งว่า:–
“จิตพื้นเกิดทุกสิ่งที่ปลูก
เพราะมีเรื่องอีกจึงเกิดเหตุและผล
ผลเต็มโพธิญาณก็จะสมบูรณ์
ดอกไม้บานโลกธาตุก็บังเกิดขึ้น.”
เพราะมีเรื่องอีกจึงเกิดเหตุและผล
ผลเต็มโพธิญาณก็จะสมบูรณ์
ดอกไม้บานโลกธาตุก็บังเกิดขึ้น.”
บัดนี้ท่านบรรลุธรรมโดยสมบูรณ์ดีแล้ว บาตร – จีวร – สังฆาฏิ ธรรมะที่ถ่ายทอดด้วย “จิต – ถึง – จิต” นี้ เป็นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งแรกพระธรรมได้ถ่ายทอดมาสู่ พระอริยเจ้า แต่ละสมัยสืบกันลงมาดังนี้:–
พระสังฆปริณายกเป็นประธานในคณะสงฆ์สมัยแรกยุคพุทธกาลโน้น
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 1 พระมหากัสสปะเถระ (เป็นประธานทำสังคายนาพระธรรมวินัย ครั้งที่ 1) คือพระสังฆราชในพระพุทธศาสนาองค์ที่ 1 ดั้งเดิมนับกันลงมาอย่างนี้
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 2 พระอานนท์เถระ (เป็นพระสังฆราชองค์ที่ 2)
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 3 พระสันนวสเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 4 พระอุปคุปตเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 5 พระธริตกเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 6 พระมิฉกเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 7 พระวสุมิตรเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 8 พระพุทธนันทิเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 9 พระพุทธมิตรเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 10 พระปาสวเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 11 พระปุนยยสัสเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 12 พระอัสวโฆส มหาโพธิสัตว์
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 13 พระกปิมลเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 14 พระนคารชุน มหาโพธิสัตว์
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 15 พระคนเทวเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 16 พระราหุลตเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 17 พระสังฆนันทิเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 18 พระสังฆยสัสเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 19 พระกุมารตเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 20 พระขยตเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 21 พระวสุพันธุเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 22 พระมนูรเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 23 พระฮักเลนยสัสเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 24 พระสินหเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 25 พระวสิอสิตเถระ
พระสังฆปริณายกองค์ที่ 26 พระปุนยมิตรเถระ
แล้วได้ถ่ายทอดมาสู่ฉันเป็นพระสังฆปริณายกองค์ที่ 27 (พระสังฆราชปรัชญาตาระเถระ) สืบอายุพระพุทธศาสนา บาตร จีวร สังฆาฏิ ธรรมะทั้งหมดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารับช่วงไว้
บัดนี้ฉันได้ถ่ายทอดให้ท่านเป็นพระสังฆปริณายกองค์ที่ 28 รับช่วงต่อจากฉันไป เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา (สุญตา) โดยเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปเป็นสิทธิหน้าที่ของท่านที่จะทำให้แพร่หลายไปทั่วทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ และคัดเลือกศิษย์ที่บรรลุธรรมหรือมีความรู้ทางธรรมะที่มั่นคงดีแล้วให้รับทอดสืบอายุ บาตร – จีวร – สังฆาฏิ – พระธรรม จงระวังรักษาอย่าให้ขาดตอนลงไปได้ ท่านมีบุญลักษณะบารมีดีพร้อม (โหงวเฮ้งดี) อายุจะยืนมากกว่าพระสังฆปริณายกองค์ใด ๆ หลังจากฉันดับขันธ์ไปแล้ว 67 ปี บ้านเมืองจะเกิดมีภัยสงครามใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านควรจะไปทำการเผยแพร่พระธรรม (สุญตา) ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ไว้ ณ ประเทศจีน
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา (อายุ 120 พรรษา) ได้ลงเรือโต้คลื่นฝ่ามรสุม 3 ปีมาถึงเมืองกวางตุ้ง สมัยราชวงศ์เหลียงบู๊ตี่ (ประมาณ พ.ศ. 1067) ฉะนั้นทางจีนเริ่มนับพระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบาเป็นองค์ที่ 1 คือองค์แรกถึงเมืองจีน เรียกจนติดปากแล้ว
ท่านข้าหลวงชื่อ “เซียวงัง” จึงแจ้งข่าวนี้ไปยังราชสำนักพระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ พระเจ้าเหลียง บู๊ตี่ พอได้ทรงทราบข่าวนี้ก็พอพระทัยมาก จึงได้มีพระกระแสรับสั่งให้อาราธนา ท่านพระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา เข้าเฝ้าทันที (ตอนต่อไปนี้สำคัญมากเป็นปริศนาธรรมแยกโลกียธรรม และโลกุตรธรรมอีกด้วย)
พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ ได้ถามพระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบาว่า “ข้าพเจ้าได้ก่อสร้างวัดและโบสถ์และพระวิหาร อนุญาตให้คนบวช โปรยทาน และถวายภัตตาหารมังสวิรัติ (เจ) แด่พระภิกษุสงฆ์ ในรัชกาลของพระองค์เป็นจำนวนมาก แล้วจะได้รับ – กุศล – อย่างไรและมากไหม?
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ตอบว่า “การกระทำเช่นนั้นไม่ได้เป็นทางนำมาซึ่ง – กุศล – แต่อย่างใดเลย เป็นเพียงแค่เทวสมบัติเท่านั้น กุศลที่แท้จริงนั้น คือ ความรู้แจ้งทางจิตใจ”
พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ ถามอีกว่า “อริยสัจ คือ อะไร?”
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ตอบว่า “ไม่มี”
พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ ถามอีกว่า “อริยบุคคล คืออะไร?”
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ตอบว่า “ไม่มี”
พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ ถามอีกว่า “ต่อหน้าข้าพเจ้านี้คือใคร?”
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ตอบว่า “ไม่รู้จัก”
พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ ฟังคำตอบนี้แล้วก็ไม่ค่อยจะพอพระทัย
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา เห็นว่า พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ยังไม่เข้าใจในความหมายของท่านจึงทูลลาจากไป.
พอพ้นจากเมืองไปแล้ว พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ จึงถามท่านธรรมาจารย์ “ปอจี่เซี้ยงซือ (พระจี่กง)” คือพระเถระผู้ทรงคุณพระไตรปิฎกว่า “พระโพธิธรรม ได้พูดแบบนี้จะถูกหรือ?”
ปอจี่เซี้ยงซือ (พระจี่กง) ตอบว่า พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบานั้น คือพระกวนอีม มหาโพธิสัตว์ อวตารมาทีเดียว
พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ พอได้ยินคำพูดเช่นนี้จึงคิดจะให้ทหารออกไปอาราธนา พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา กลับมาอีก
ฝ่ายท่านพระธรรมาจารย์ “ปอจี่เซี้ยงซือ” ได้ทูลต่อไปอีกว่า “ไม่ต้องไปตามพระมหาครูบาองค์นี้ พระแบบนี้ต่อให้ยกทัพไปแสนคน ท่านก็ไม่ยอมกลับมา”
จากนี้ พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ก็เดินทางมายังวัดแห่งหนึ่ง เห็นภิกษุองค์หนึ่ง กำลังแสดงธรรมเทศนาสอนสานุศิษย์อยู่เป็นจำนวนมาก พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบาจึงแวะเข้าไปนั่งฟังอยู่ตรงแถวหลังสุด นิ่งฟังดูคำอรรถาธิบาย ตรงไหนถูก... ท่านก็ยิ้ม ! ยิ้ม ! แล้วผงกหน้าหน่อยๆ ตรงไหนอธิบายผิด... ท่านก็ส่ายหน้าหน่อยๆ
ฝ่ายท่านเจ้าอาวาสชื่อ “พระซิ่งกวง” ผู้ซึ่งกำลังแสดงธรรมอยู่บนธรรมาสน์ เมื่อมองเห็นภิกษุชาวอินเดีย มีเขี้ยวยาวยื่นออกมานอกปาก 2 ซี่ มาแสดงกิริยาเช่นนั้น เป็นการตำหนิว่าเรายังเทศน์ผิดบ้าง...ถูกบ้างอยู่...จึงคิดในใจว่า ขอให้เทศน์นี้จบเสียก่อนเถิด! จะถอนเขี้ยวพระแขกองค์นี้ออกมาให้สานุศิษย์ดูกันเสียทีเลย...
พอเทศน์จบ ท่านจึงใช้เณรให้ยกน้ำชาไปถวายพระแขกองค์ที่นั่งอยู่สุดแถวนั้น
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ในเมื่อมีเณรยกน้ำชามาถวาย ท่านก็รับประเคนแล้วยกขึ้นมาดื่ม เสร็จแล้วจึงถอนเขี้ยวของท่านออกมา 2 เขี้ยว ใส่ถ้วยน้ำชาคืนเณรไป แล้วท่านก็ออกจากวัดนั้นไปทันที
ฝ่ายเณรก็นึกแปลกใจ! จึงนำเขี้ยวทั้ง 2 นี้กลับไปให้ท่านเจ้าอาวาสดู
พระซิ่งกวง พอได้เห็นเขี้ยวทั้ง 2 ซี่เข้าเท่านั้น ก็นึกเอะใจ ! นี่เพียงแค่เรานึกคิดอยู่ในใจเท่านั้น พระแขกองค์นี้ก็รู้ได้ทันทีเลย...จึงมองออกไป แต่ก็ไม่เห็นพระแขกเสียแล้ว จึงสั่งให้สานุศิษย์ทุกคนช่วยกันออกตามหาว่าไปทางไหน? ได้ตามไปจนพบท่านพระแขกยืนอยู่ริมแม่น้ำ “ท่านซิ่งกวง” ก็รีบเดินเข้าไป จวนจะถึงตัวท่านอยู่แล้ว
พระแขกองค์นั้นก็ถอนต้นหญ้าออกมาต้นหนึ่ง แล้วโยนต้นหญ้าทิ้งไปในแม่น้ำที่กำลังไหลเชี่ยว แล้วท่านก็กระโดดลงไปยืนลอยตัวอยู่ได้บนต้นหญ้าเล็ก ๆ นั้น
พระซิ่งกวง กราบลงไปที่ริมแม่น้ำนั้น ร้องขอขมาโทษ...ขออาราธนาให้ท่านกลับมาอีก
พระแขก ก็ยิ้ม! ยิ้ม! แล้วกวักมือทำทีว่า ให้กระโดดตามท่านลงมาซิ! มาซิ ! !
พระซิ่งกวงนั้นมีความศรัทธายิ่งสูงขึ้น แต่ว่ายน้ำไม่เป็น จึงไม่กล้ากระโดดตามลงไป เพียงได้แต่ยกมือขึ้นไหว้! ขอร้องให้ท่านกลับมาเท่านั้น ร้องไปเถิด!
พระแขก ก็เฉย ๆ ได้แต่กวักมืออยู่อย่างเดียว...
มียายแก่คนหนึ่งกำลังถือมัดต้นปอเดินมา แกเห็นเข้าก็ยุให้กระโดดตามเขาไปซิ!
พระซิ่งกวง บอกว่าฉันว่ายน้ำไม่เป็นเลย...
ยายแก่คนนั้นว่าท่านกลัวตายหรือ? ทำไมเขาจึงไม่กลัวตาย...ว่าแล้วยายแก่คนนั้นก็บอกว่า เอ้า! ฉันจะให้มัดปอนี้
พระซิ่งกวง ก็รับมัดปอจากยายแก่คนนั้นมา แล้วตัดสินใจโยนมัดปอลงไปในน้ำ แล้วกระโดดตามไปอีกด้วย จากนี้ก็หายตัวไปกับท่านพระแขก คือ “พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา”
ท่านทั้งสองเดินทางไปยังภูเขาซงซัว พักอยู่ที่ “วัดเซียวลิ่มยี่” พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ท่านนั่งสมาธิเข้าฌานอยู่ถึง 9 ปี
พระซิ่งกวง ที่กระโดดน้ำติดตามไปก็คอยเฝ้าปรนนิบัติท่านพระอาจารย์อยู่ไม่ยอมไปไหนเลย...
มาคืนหนึ่ง หิมะตกหนัก ท่านยืนคอยเฝ้าท่านพระอาจารย์อยู่จนหิมะตกมาก หนาท่วมสูงแค่หัวเข่า
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา จึงถามว่า “ท่านมายืนตากหิมะอยู่ที่นี่...เพื่อประสงค์อะไร?”
พระซิ่งกวง น้ำตาไหลซึมออกมาแล้วพูดว่า “จะมาขอเรียนธรรมะจากท่านพระอาจารย์ครับ! นิ่งสักครู่ พอเห็นท่านพระอาจารย์ไม่ตอบ...ก็ถามต่อไปอีกว่า หัวใจแห่งธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น เป็นสิ่งที่จะพูดหรือแสดงออกมาให้เห็นและฟังได้ไหม...ครับ?”
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ตอบว่า “หัวใจแห่งธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น – ไม่ใช่ได้มาจากผู้อื่น. แล้วธรรมะนั้นจะเรียน หรือจะสอนให้แก่กันไม่ได้ง่าย ๆ นัก! ท่านมีความศรัทธาอยู่แค่ไหน?”
พระซิ่งกวง พอได้ยินท่านพระอาจารย์พูดเช่นนั้นแล้ว จึงหันหลังกลับไปหยิบมีดขึ้นมาฟันลงไปบนแขนซ้ายตนจนขาดออกมา แล้วก็นำเอาแขนนี้ไปถวายบูชาท่านพระอาจารย์ เพื่อให้ท่านเห็นว่ามีความศรัทธาที่จะศึกษาธรรมสูงมากถึงเพียงนี้
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา เห็นท่านซิ่งกวง “ปลงสังขารตก” มีความศรัทธาในธรรมะมากกว่าชีวิต...แล้วจึงพูดว่า ท่านอยากจะเรียนธรรมอะไร?
พระซิ่งกวง บอกว่า “จิตของผมมันไม่สงบ...” ขอให้ท่านพระอาจารย์ช่วยทำจิตให้สงบที!
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ตอบว่า “ท่านจงเอาจิตออกมาซิ! ฉันจะทำให้จิตมันสงบ...”
พระซิ่งกวง นิ่ง! คิดอยู่สักครู่หนึ่ง แล้วก็ตอบท่านพระอาจารย์ว่า “ผมหาจิตไม่พบ...ครับ!”
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ตอบว่า “ฉันได้ทำจิตของท่านสงบแล้ว...”
พระซิ่งกวง ก็เกิดความสว่างไสว บรรลุธรรม (สุญตา) ทันที และได้ศึกษาธรรมต่าง ๆ อีกมากมายด้วย
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา (อายุ 140 พรรษา) จึงได้ถ่ายทอด บาตร จีวร สังฆาฏิ ธรรมะทั้งหมดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แก่ “พระซิ่งกวง” แล้วเปลี่ยนชื่อให้เสียใหม่ จาก "ซิ่งกวง” มาเป็น “พระหุยค้อมหาครูบา”
ท่านพูดอีกว่า จากนี้เป็นต้นไป ท่านหุยค้อ เป็นพระสังฆปริณายก องค์ที่ 2 ของนิกายเซ็น (ฌาน) ในเมืองจีน สืบอายุพระพุทธศาสนาต่อไป แล้วยังได้กล่าวโศลกให้ไว้อีกว่า:–
“ฉันเดินมาถึงแผ่นดินนี้
ถ่ายทอดธรรมช่วยผู้หลงงมงายอารมณ์
หนึ่ง – ดอกไม้บานครบ 5 กลีบแล้ว
ผลที่สุดธรรมชาติจะปรากฏขึ้นมาเอง.”
ถ่ายทอดธรรมช่วยผู้หลงงมงายอารมณ์
หนึ่ง – ดอกไม้บานครบ 5 กลีบแล้ว
ผลที่สุดธรรมชาติจะปรากฏขึ้นมาเอง.”
จากนี้ ท่านพระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ได้เดินทางต่อไปกับศิษย์พักอยู่ ณ วัดไชเซี่ยยี่ เมืองอู๋มึ้ง ใกล้วันที่จะมรณภาพ ท่านได้เรียกประชุมคณะศิษย์ต่าง ๆ ประมาณ 1,000 องค์
ท่านได้บอกกับ พระหุยค้อมหาครูบาว่า ปัญญาบารมีของท่านนี้ จะทำได้อย่างดีที่สุด ก็คือเพียงแค่ทำหน้าที่ของการปลูกกุศลจิตให้แก่ชาวจีนไว้เป็นอนุสัยสืบไปก่อน คือการหว่านเชื้อเมล็ดพืชพันธุ์แห่งพุทธะ หรือบุกเบิกทางแห่งอริยภูมิทั้งไว้ก่อนเท่านั้น แล้วผลมันจะไปเกิดขึ้นมาเอง หลังจากฉันได้ดับขันธ์ไปแล้ว 200 ปีหลัง…จะได้มี “บัณฑิตใต้ต้นไม้” มาเกิด แล้วจะมาทำให้พระธรรมคำสอนที่ฉันถ่ายทอดด้วย “จิต-ถึง-จิต” นี้แพร่หลายไปทุกมุมเมือง ผู้ได้บรรลุธรรมจักษุจะมีมากมาย
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ได้เรียกประชุมศิษย์ที่สำคัญ ๆ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะทดสอบดูภูมิธรรมของศิษย์ต่าง ๆ ว่าใครจะรู้โลกุตรธรรม ที่ท่านสอนไว้ที่นี่มีมากน้อยกว่ากันแค่ไหน? จึงได้ตั้งปัญหาความเป็นเชิงสอบไล่มีดังนี้ คือ :-
“เรื่องเซ็นเนื้อ – เซ็นกระดูก”
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ถามว่า “ธรรมะที่แท้จริงนั้น...คืออะไร?”
ศิษย์ชั้นอาวุโสองค์แรก ชื่อ “เต๋าหู่ภิกขุ” ลุกขึ้นยืนแล้วตอบว่า “ตรงที่ไม่ยึดติดตัวหนังสือ (พระคัมภีร์) และก็ไม่ทิ้งไปจากตัวหนังสือ (พระคัมภีร์) และตรงที่อยู่เหนือการยอมรับ และเหนือการปฏิเสธ นั่นแหละ! คือธรรมะที่แท้จริง ครับ!”
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา จึงพูดว่า “เอ้า! ถูก...แกได้หนังของฉันไป”
ศิษย์องค์ที่สองเป็นภิกษุณี ชื่อ “จังที้ภิกขุ” ลุกขึ้นยืน แล้วตอบว่า เหมือนกันกับที่ “พระอานนท์เถระ” ได้เคยเห็นพุทธภูมิของ “พระอักโษภยาพุทธเจ้า (ออชอฮุก)” ได้เห็นเพียงแวบเดียว แล้วก็ไม่เคยเห็นอีกเลย นั่นแหละ! คือธรรมะที่แท้จริง เจ้าค่ะ!
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา จึงพูดว่า “เอ้า! ถูก...แกได้เนื้อของฉันไป”
ศิษย์องค์ที่สาม ชื่อ “เต๋ายกภิกขุ” ลุกยืนขึ้นแล้วตอบว่า “มหาภูตรูปทั้ง 4 นั้นเดิมว่าง. ขันธ์ 5 ก็ไม่มีตัวตน. ข้าพเจ้าเห็นว่า ไม่มีธรรมะอะไรเลย...แม้แต่หนึ่งสิ่ง...ที่จะต้องบรรลุถึงได้ นั่นแหละ! คือธรรมะที่แท้จริง ครับ!”
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา จึงพูดว่า “เอ้า! ถูก...แกได้กระดูกของฉันไป”
ศิษย์องค์ที่สี่เป็นศิษย์ก้นกุฏิ ชื่อ “พระหุยค้อมหาครูบา” ลุกยืนขึ้น “หุบปากนิ่ง” แล้วยังเม้มลึกเข้าไปอีกหน่อย! ซึ่งเป็นการแสดงว่า นิ่งเงียบ! อย่างที่สุดหมดแล้ว เป็นการแสดงบอกแก่ท่านพระอาจารย์ว่า นี่แหละ! คือธรรมะที่แท้จริงละครับ!
พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา จึงพูดว่า “เอ้า! ถูก...แกได้ไขในกระดูกของฉันไป”
หลังจากนี้ พระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ได้กล่าวเป็นครั้งสุดท้ายอีกว่า ฉันอายุครบ 150 พรรษาแล้ว ฉันได้เสร็จกิจหน้าที่ของ “พระโพธิสัตว์” ที่มุ่งหมายแห่งการมาถึงแผ่นดินนี้ ฉันได้บุกเบิกทางแห่งการไปสู่อริยภูมิไว้ให้แล้ว จากนี้เป็นต้นไป เป็นหน้าที่ของพวกเธอทั้งหลายที่จะปฏิบัติธรรมให้ได้บรรลุถึงธรรมะที่ฉันสอนไว้นี้ แล้วจงช่วยกันหาอุบายวิธีประกาศธรรมนี้ ถ่ายทอดไปยังอนุชนแต่ละรุ่น ๆ รับช่วงสืบไปตามเมืองต่าง ๆ พร้อมด้วยความไม่ประมาท แล้วผลบุญกุศลบารมีนี้จะเกิดขึ้นในอนาคตกาล สืบไปอีกหลายร้อยหลายพันชั่วอายุคน สูงสุดจะส่งผลถึง “พุทธภูมิ” อย่างต่ำที่สุดทำให้มนุษย์จะได้มหาสติ พบแสงสว่างแห่งปัญญาญาณรู้แจ้งทางจิตใจบ้าง แล้วจะส่งผลไปถึงการได้ช่วยชีวิตสัตว์เดรัจฉานให้รอดตายไปอีกนับไม่ทั่วถ้วนชีวิตด้วย เพราะอำนาจแห่งพระเมตตาพระกรุณาธรรมแนวทางนี้เอง เป็นเหตุส่งผลได้คุ้มครองชีวิตสัตว์โลกที่น่ารัก เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายของเราได้อย่างมากมายมหาศาลทีเดียวแล...
แล้วทางที่มาหรือบ่อเกิดของ “พระอริยเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้า" ทุก ๆ พระองค์ในอนาคตกาล ก็จะออกมาจากประตูธรรมาณาจักรใจนี้ ฉะนั้นถ้าพวกเธอทั้งหลายได้สละกายใจมุ่งประกาศสัจธรรมนี้แล้ว ก็เท่ากันกับว่าพวกเธอทั้งหลายได้ทำหน้าที่อันสูงสุด ของ “พระโพธิสัตว์” นั่นก็คือการได้ช่วยแบกคอนหาบหามเทิดทูนบูชา “พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ไว้ มิให้ทางนี้ดับสูญไปจากโลกนี้เร็วจนเกินไปนักนั่นเอง จะเป็นมหาบุญกุศลบารมีอย่างมหาศาลแก่พวกเธอ และสรรพสัตว์ทุกชาติภพไม่มีวันจบสิ้นทีเดียว สาธุ!
ฉันขอเตือนพวกเธอเป็นครั้งสุดท้ายอีกหน่อยว่า จงอย่าประมาทเลยนา! วันเวลาหมดไปไม่คอยใครเลยนา! อายุความชราภาพของสังขารก็ไม่คอยใครเลยนา! ธรรมะก็ไม่คอยใครเลยนา! “จิตตนคิด-กายตนทำ-ปากตนพูด” ใครทำใครก็ได้เองนา! สิ่งเหล่านี้จะช่วยกันทำ หรือทำแทนกันจริง ๆ นั้นไม่ได้เลยนา! บุญกุศลหรือมรรคผลนิพพานนั้น ต้องปฏิบัติเอง ทำกับมือตนเองให้ทันตาเห็น จึงจะเป็นของเธอเองไปได้นา!
จากนั้น ท่านพระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ก็พูดว่าฉันขออำลาพวกเธอทั้งหลาย ฉันจะจากโลกนี้ไปแล้ว ท่านก็นิ่งนั่งอยู่ในสมาธิดับขันธ์ในฌานสมาบัตินิพพานไป ต่อหน้าคณะศิษย์ทั้งหลาย ข่าวนี้ได้แพร่ไปถึงเมืองหลวง “พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่” ได้พระราชทานสมณศักดิ์ให้จารึกที่พระเจดีย์บรรจุพระศพของท่านนามว่า “อี่กักไต้ซือ” และพระเจดีย์หลวงองค์นั้น ก็ยังได้พระราชทานนามให้ชื่อว่า “เจดีย์โคงกวง” อยู่ ณ บนภูเขา “ฮีงยื้อซัว” สืบไป
“ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดนั้น
ไม่ใช่ลัทธิการเมือง
ระบอบไหน ไม่ใช่ใคร
นอกจากตัวเรา พวกเรา
นี่เอง!”
ไม่ใช่ลัทธิการเมือง
ระบอบไหน ไม่ใช่ใคร
นอกจากตัวเรา พวกเรา
นี่เอง!”
Pic. | 166 Page.
Download Now
Download Now

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น