วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น บทที่ 7


บทที่ 7

หลังจากนี้แล้ว ทั้งสามท่านก็ออกเดินทางจะไปเมืองโซกาย ระหว่างทางกลางป่าผ่านห้วยเหวมาสามวัน ได้ยินเสียง เ – เ – อ๋ เ – เ – อ๋ มองไปเห็นช้างป่าเดินตรงมาข้างหน้า ท่านตี้หุย และชอเจ็ง ตกใจ ! รีบปีนขึ้นไปเกาะอยู่บนคบไม้ ส่วนท่านซิ้งทง ผู้ชราอายุ 60 เศษ ไม่สามารถที่จะปีนป่ายตามขึ้นไปเพื่อหลบช้างป่าได้ แต่ใจก็ยังมีสตินึกถึง “พระกวนอีมมหาโพธิสัตว์” อยู่ พอได้ยินเสียง เ – เ – อ๋ เ – เ – อ๋ อีกเจ็ดแปดครั้ง เขาก็อ่อน ! ใจก็สั่นนั่งฟุบลงไปที่โคนต้นไม้ พอสำรวมสติได้ก็ไม่รีรอ จึงค่อย ๆ แอบต้นไม้สาวเถาวัลย์โหนตัวลงไปยังเชิงผา ...

ผลกรรมที่ตนเคยสร้างไว้มากมายมันตามมาทัน เถาวัลย์เกิดขาด ตัวก็ตกกลิ้งลงไปฟาดก้อนหินแน่นิ่งนอนสลบหมดลมปราณ ... พอฝูงช้างเดินผ่านไปแล้ว เพื่อนร่วมเดินทางก็รีบลงมาช่วย แต่มันก็สายไปเสียแล้ว ท่านตี้หุยและท่านชอเจ็ง นั่งน้ำตาไหลซึมอยู่ข้างศพปลงอนิจจัง คือความไม่เที่ยงของสังขาร มี “เกิด – แก่ – เจ็บ – ตาย” วนเวียนอยู่ชาติแล้วชาติเล่า โอ...อมิตาพุทธ! เมื่อไรจะพ้นกันเสียทีหนอ? แล้วก็สวดมนต์แผ่เมตตาให้แก่ดวงวิญญาณท่านภิกษุซิ้งทง ขอให้จงไปสู่ภพสุคติได้บรรลุมรรคผลนิพพานด้วยเทอญ สาธุ!

ด้วยความห่วงอาลัยในเพื่อน ทั้งสองท่านจึงสวดมนต์หน้าศพอยู่สองวัน พอย่างเข้าวันที่สามตอนบ่ายขณะกำลังหลับตาสวดมนต์อย่างตั้งใจอยู่นั้น...ได้ยินเสียงครางเบา ๆ โอ๊ย! โอย...ออกมาจากศพ

ท่านชอเจ็ง ตกตะลึง! ทำท่าจะเผ่นหนี! ท่านตี้หุยก็ใจไม่ดี...จึงรีบดึงจีวรเพื่อนยึดไว้ แล้วเงี่ยหูฟัง ได้ยิน น้ำ – น้ำ – โอ๊ย – โอย ...

ทั้งสองท่านจึงแน่ใจว่า ยังไม่ตาย...จึงค่อย ๆ ยื่นมือไปเปิดผ้าที่คลุมศพไว้ เห็นเพื่อนยังหายใจแขม่ว! แขม่ว! จึงร้องเรียกท่านซิ้งทง ครับ! เป็นไงบ้างครับ?

ท่านตอบว่า โอ๊ย! โอย... น้ำ – น้ำ - หน่อย!

ท่านตี้หุย รีบหยิบกระบอกน้ำรินหยดหยอดลงไปในปาก พอดื่มแล้วหายใจดัง ฮื่อ! ฮื่อ! นัยน์ตาเบิกขึ้นมา...ดูค่อยมีราศีว่าเป็นคนขึ้นมาหน่อย! จากนี้แล้วก็ช่วยกันหายาสมุนไพรในป่ามาประคบเยียวยากันตามมีตามเกิดตลอดเวลา 15 วัน จึงหายพูดจาได้ตามปกติ

ท่านชอเจ็ง จึงถามขึ้นว่า “ขณะที่ตายนั้น...วิญญาณท่านไปทางไหน?”

ท่านซิ้งทง ตอบว่า “แย่! แย่...”

ท่านตี้หุย ชักตื่นเต้น! เร่งขอให้ท่านเล่าต่อไปเร็ว ๆ หน่อย!

ท่านซิ้งทง จึงเล่าว่า ก่อนหน้าที่จะตกจากผานั้น ใจได้นึกถึง “พระกวนอีมมหาโพธิสัตว์" ให้ท่านช่วย แล้วอาศัยเมื่อก่อนบวช มีเพื่อนเคยมาขอเรี่ยไรเงินเพื่อจะเอาไปพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นธรรมทาน เสียอ้อนวอนเพื่อนไม่ได้จึงยอมสละเงินไปสองอีแปะ ด้วยกุศลทานอันนี้เอง จิตก่อนดับจากร่างจึงนึกถึงบุญชนิดสูงสุดที่ทำไว้ได้ ก็เลยเป็น “ชนกกรรม” เป็นนิมิตนำทางไปถึงเมืองสวรรค์ชั้นสุขาวดีทันที

พอได้เห็นประตูเมืองสวรรค์จิตใจก็ตะลึง! ในความสวยสดงดงาม มันช่างดื่มด่ำดึงดูดทำให้ใจลอยหลงเคลิ้ม ๆ เหมือนตอนวัยหนุ่มพบสาวงาม ที่บานประตูสร้างด้วยทองคำก่ำกนกลงยาฝังเพชรมณีนิลจินดา มีแสงประกายแววระยับสลับสีสันครบนพเก้า ที่กำแพงนั้นใช้ก้อนมรกตก้อนโต ๆ มาแกะสลักเป็นแผ่นอิฐยึดเกาะเกี่ยวติดเป็นทิวแถวด้วยเงินยวง เรียงรายสลับซ้อนกันมองไปจนสุดสายตา พอได้เห็นเข้าก็ชุ่มชื่นในดวงจิต ทำให้ลืมทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองมนุษย์ทันที แล้วฉันก็จะเดินไปเข้าประตู

เทพผู้รักษาประตูเมืองไม่ยอมให้ฉันเข้าไป ... บอกว่าฉันไม่มีบุญพอที่จะเข้าไปอยู่ในเมืองนี้ได้ ... แล้วเทพองค์นั้นก็ชี้บอกให้ฉันไปยังสวรรค์ชั้นอื่น ๆ ต่อไปอีก พอฉันไปถึง ... เทพผู้รักษาประตูของแต่ละชั้น ก็พูดทำนองแบบเดียวกันกับชั้นที่แล้ว ๆ มาอีก

ทีนี้ฉันก็ต่อว่า ... ว่าเมืองสวรรค์นี่ก็ไม่ยุติธรรมเช่นเดียวกับเมืองมนุษย์เหมือนกัน สมัยที่ฉันอยู่เมืองมนุษย์นั้น ฉันได้สละเงินพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นทานไปตั้งสองอีแปะ แล้วทำไมท่านถึงยังพูดว่าไม่มีบุญอีกด้วย?

ฝ่ายเทพก็ตอบว่า ก็เพราะว่าสองอีแปะของท่านนั่นซิ! จึงได้มาชมแค่ประตูเมืองสวรรค์ ...

ฉันจึงขอร้องให้เขาช่วยกรุณาไปบอกเทพชั้นผู้ใหญ่หน่อยเถิด! ขอให้อนุญาตอยู่เป็นพิเศษสักคนเถิด!

ว่าแล้วเทพผู้รักษาทวารประตู ก็เข้าไปรายงานแก่เทพผู้เป็นใหญ่ ผลสุดท้ายเทพชั้นผู้ใหญ่ต้องออกมาพบฉัน แล้วท่านได้พูดว่าตั้งแต่สร้างเมืองสวรรค์มา ก็ยังไม่เคยมีใครมาตำหนิว่าเมืองสวรรค์ไม่ยุติธรรมเหมือนกับท่านเลย เอาล่ะ! ฉันจะรับฟังความของท่านเป็นครั้งแรก ...

ทีนี้ต้องร้อนถึงเทพผู้เป็นใหญ่อีกหลายท่าน ที่ต้องมาประชุมหารือกันถึงเรื่องของฉัน ได้ถกเถียงกันแล้วลงมติด้วยการว่าไม่สมควรให้อยู่ ไม่อนุญาตให้อยู่ได้ ...

มีเทพอีกท่านหนึ่งเกิดความสงสารมาก เห็นว่าฉันห่มผ้าเหลืองเป็นพระ จึงบอกให้หวนกลับไปคิดถึงสมัยที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ว่า นอกจากได้ทำบุญไว้สองอีแปะนี้แล้ว ยังได้สร้างบุญอะไรไว้อีกบ้างไหม?

ฉันนิ่ง ... นึกอยู่สักครู่หนึ่ง พอนึกได้ก็บอกว่าสมัยยังหนุ่มอยู่เคยได้ทำอีแปะตกหายไปหนึ่งอัน แล้วเที่ยวค้นหาอยู่หลายวันก็ไม่พบ ... ทีหลังรู้ว่าคนขอทานเก็บได้ไป ฉันก็ตามไปทวงคืน ...

ขอทานคนนั้นพูดว่า ท่านเศรษฐีเงินหนึ่งอีแปะนั้น ผมซื้อข้าวกินก็ยังไม่ได้จานหนึ่งเลย! ท่านจะมาทวงคืนกลับไปเชียวหรือ?

ฉันเห็นทีว่าจะไม่ได้คืนแล้ว ก็เลยปลงใจ ... ยกให้เป็นทานไป

ที่ประชุมรับฟัง ว่ามีบุญเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอีแปะ คิด ๆ ไปมันก็ยังไม่พออยู่นั่นเอง

ท่านเทพผู้เป็นประธานจึงพูดขึ้นมาว่า นี่เพียงแต่มาแค่ประตู พวกเจ้าหน้าที่เมืองสวรรค์ยังร้อนถึงต้องประชุมกันเสียแล้ว ถ้าขืนให้อยู่ ... คงจะได้เรื่องประชุมกันอีกแน่นอน อย่าอย่างนั้นเลย! ทางสวรรค์ยอมคืนเงินหนึ่งอีแปะให้ท่านกลับไปก็แล้วกัน!

ตอนจะกลับ ... บังเอิญได้พบท่านยมบาล กำลังมีธุระมาที่เมืองสวรรค์ ได้พบกันตรง หน้าประตูพอดี ฉันจึงพูดว่า “โชคดีแล้วที่ได้พบท่าน ขอรบกวนถามสักหน่อยว่า ฉันนี้ต่อไปจะต้องตกนรกไหม?

ท่านยมบาลบอกว่า “อย่ารู้เลย ... รู้แล้วก็แก้ไม่ได้ มันสายไปเสียแล้ว ...”

ฉันจึงพูดไปว่า “ไม่เป็นไร ... เพราะว่าฉันได้บวชเป็นพระมาแล้ว พอจะมีทางรอดได้”

ฝ่ายท่านยมบาลอุทาน หือ! แล้วพูดว่า “เดี๋ยวก่อน! ท่านคิดว่าบวชเป็นพระแล้วจะรอดจากบัญชีนรกของผมไปหรือ?” ผิดแน่ นักบวชอลัชชี นักพรต ฤาษี ชีไพร กำมะลอ ที่เลวทรามนั้น ตายแล้วตกมาในเมืองผมมากที่สุด ที่ผมขึ้นมาเมืองสวรรค์ในวันนี้ ก็เพื่อจะมาขออนุญาตกลับไปขยายห้องขังในนรก เอาไว้ต้อนรับพวกท่านดอกนะ! ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นก็เป็นเพราะว่า พวกท่านสมาทานศีลแล้ว เห็นเป็นของเล่นๆ ไป ไม่ปฏิบัติตามศีลวินัยนั้น ... บางท่านก็เอาศาสนามาบังหน้าเพื่อสังคม หวังผลประโยชน์ทางอ้อม บางท่านอวดอุตริมนุสธรรม อวดคุณวิเศษที่ตนยังไม่มี ตั้งตัวเป็นคณาจารย์ผู้วิเศษ เที่ยวตบตาหลอกลวงข้าวของเงินทองของชาวบ้าน ที่ยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พอสะสมเงินทองได้มากพอแล้วก็ลาสึกออกไปมีลูกเมียกันเป็นแถว ๆ พวกนี้พอถึงวันดับจิตขาดใจตายแล้ว ผมต้องเชิญมาคิดบัญชีหมดทุกราย พอหมดจากบัญชีเมืองนรกแล้ว ยังจะต้องไปเกิดเป็นวัว เป็นควาย ทำนาใช้หนี้ข้าวสุกของชาวบ้านเขา เพราะว่าข้าวสุกทุก ๆ เมล็ดที่เขาใส่บาตรลงไปนั้นไม่ใช่ของเล่น ๆ นา! เขาได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ บางรายก็สะเดาะเคราะห์ล้างซวย บางรายก็ส่งให้ภูตผีปีศาจหรือเจ้ากรรมนายเวร บางรายหวังชาติหน้าไปเกิดเป็นเศรษฐี นี่แหละ! จิตที่เขาตั้งสัจอธิษฐานไว้แล้วนั้น มันยึดมั่นถือมั่นเป็นเสมือนบัญชีที่คอยติดตามทวงหนี้อยู่ตลอดทุกชาติภพนา! ท่านก็บวชมาแล้วสมัยที่อยู่วัด สมภารหรืออุปัชฌาย์ ในเมืองมนุษย์ไม่เคยเอาพระคัมภีร์ออกมาเทศน์ให้ฟังบ้างหรือ? หลักฐานที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกที่ยังมีอยู่นั้น ได้กล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างถูกต้องดีทุกประการ

เอ้า! ไหน ๆ จะพูดกันแล้วก็เลยพูดเสียให้หมด ทางที่จะไม่ต้องตกนรกนั้นมีทางเดียว คือ “มหาสติปัฏฐานสี่ และมรรคมีองค์แปด” พระอริยเจ้าเท่านั้นที่ไม่ต้องวนเวียนกลับมายังเมืองนรกอีก นอกนั้นแล้วรู้จักกับผมหมด ... ต่อจากนั้นท่านยมบาลพร้อมทั้งประตูเมืองสวรรค์ก็หายวับไปทันที

ฉันก็รู้สึกเจ็บปวดระบมไปทั้งเนื้อตัว คอก็แห้งกระหายน้ำอย่างที่สุด




ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็นเล่ม 1
Pic. | 166 Page.
Download Now

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น