บทที่ 9
หลังจาก พระมหาจักรพรรดินี พระพันปีหลวง “บูเช็กเทียง” และพระมหาจักรพรรดิ “จงจุง” ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาตามหลัก “นิกายเซ็น (สุญตา)” แล้วพระองค์ท่านทรงเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ได้ทรงแนะนำขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายท่าน ว่าควรไปศึกษาธรรมแบบ “นิกายเซ็น (สุญตา)” ณ เมืองโซกายเพื่อจะได้นำเอามาปรับปรุงแก้ไขการปกครองบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป
ท่านพ่อ จวนจะใกล้เวลาดับขันธ์ปรินิพพานอยู่แล้ว มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่เป็นจำนวนมากได้เดินทางมายังโซกายเพื่อศึกษาธรรม
โล้วไต้เม้ง ขุนนางผู้หนึ่งได้กราบเรียนท่านพ่อว่า กระผมได้ฟังธรรมที่ท่านพ่อสอนอยู่นี้แล้ว พอจะเข้าใจได้บ้างว่าเป็น “ปัญญาวิมุตติ” แต่กระผมเป็นนักปกครอง ยังมีความเป็นห่วงว่า ประชาชนอีกมากหลายเขาจะไม่สามารถนำเอาหลักธรรมที่พระคุณเจ้าสอนไว้นี้ ไปใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตประจำวันทั่วไปได้ ขอพระคุณเจ้าได้โปรดกรุณาสอนหลักธรรมที่ง่าย ๆ กว่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองสืบไปด้วย ขอรับพระคุณเจ้า
ท่านพ่อ ได้พูดว่า “หลักธรรมะตามโพชฌงค์เจ็ด”
โล้วไต้เม้ง ได้เรียนถามต่อไปอีกว่า “โพชฌงค์เจ็ด” นั้นมีความหมายอย่างไรครับ? พระคุณเจ้า
ท่านพ่อ ตอบว่า “ให้ไปถาม ท่านภิกษุดอกบัวพ้นน้ำ”
หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน ท่านพ่อก็เรียกประชุมสานุศิษย์ กล่าวโศลกจบ ท่านก็นั่งสมาธิดับขันธ์ในฌานสมาบัตินั้นไป
ท่านโล้วไต้เม้ง จึงไปเรียนถาม ท่านภิกษุดอกบัวพ้นน้ำว่า “โพชฌงค์เจ็ด” นั้นมีหลักธรรมและความหมายว่าอย่างไร?
ท่านภิกษุดอกบัวพ้นน้ำ ตอบว่า จงตั้งใจฟังให้ดี ๆ ครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงพระประชวร แล้วได้มีผู้มาเอ่ยชื่อ “ธรรมะโพชฌงค์เจ็ด” เท่านั้น พระองค์ท่านก็หายจากทรงพระประชวรทันทีเหมือนปลิดทิ้ง ดีมากถึงเพียงนี้ท่านจึงทรงมอบ “โพชฌงค์เจ็ด” ให้เป็นมรดกตกทอดมาถึงพวกเราจนทุกวันนี้ คือ:–
1. การระลึกอย่างทั่วถึง ถึงข้อเท็จจริงของทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรา
2. การเลือกเอาแต่สิ่งที่ตรงกับความต้องการจริงๆ
3. การตั้งหน้าทำสิ่งนั้นด้วยความพากเพียร กล้าหาญอดทนไป
4. พอใจ...อิ่มใจ...อยู่ทุกขั้นทุกตอนที่กำลังกระทำอยู่ มีความสันโดษคือยินดีในสิ่งที่ตนมีตนได้อยู่
5. คอยดูงานนั้นให้เข้ารูป หรือลงรอยในที่สุด...
6. จงระดมกำลังใจทั้งหมดอย่างแน่วแน่ มีอุดมคติทางใจสูงไว้ก่อน เป็นขั้นสุดท้าย
7. รอได้...คอยได้...ด้วยความมั่นใจ จนมีผลออกมา (ข้อนี้สำคัญที่สุด...)
พระพุทธเจ้าท่านเอง ท่านก็ประสบความสำเร็จในการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยอาศัยหลักธรรมโพชฌงค์เจ็ดนี้ ดังนี้แล้วทำไมหลักธรรมเหล่านี้จะทำความสำเร็จให้แก่การงานอย่างพวกเราไม่ได้ด้วยหรือ? เพราะมันง่ายหรือต่ำกว่ากันเป็นไหน ๆ เราพูดกันเสมอว่าจะทำอะไรก็ต้องให้สำเร็จเป็นมรรคเป็นผล จึงควรเข้าใจไว้เสียด้วยว่าโพชฌงค์เจ็ดอย่างนี้แหละ! คือสิ่งที่จะทำให้เราทำอะไรได้สำเร็จอย่างเป็นมรรคเป็นผล เพราะฉะนั้นเราควรจะพิจารณากันดูอีกทีว่าเป็นความจริงอย่างนั้น จริงหรือไม่?
ข้อหนึ่ง เราไม่ค่อยจะระลึกถึงกันอย่างรอบคอบว่า อะไรเป็นอย่างไร? และมีกี่อย่าง แม้แต่ตัวเราเองเราก็แทบจะไม่รู้จักว่าเราสามารถอย่างไร? บกพร่องทางไหน...เกิดความขี้ขลาดขึ้นมาก็ต้องหันไปเชื่อโชคชะตา ซึ่งยังจัดว่าเป็นความประมาทแล้วเราจะทำอะไรได้สำเร็จ นี่เรียกว่า เราขาดธรรมะข้อที่หนึ่งซึ่งเรียกว่า “สติโพชฌงค์”
ข้อสอง เราไม่รู้จักเลือก ไม่สามารถเลือก ว่าสิ่งใด วิชาใด งานใด อาชีพอะไร เหมาะแก่เรา เราจึงมีอาการเหมือนคนนอนฝันหรือละเมอเสียมากกว่า แม้ว่าเราเลือกได้ว่าสิ่งใดเหมาะสมแก่เราแล้ว เราก็ยังไม่รู้จักเลือกวิธีการ เลือกเวลาและอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เหมาะสมแก่สิ่งนั้นอีกด้วย เป็นเพราะเราขาดการใคร่ครวญอย่างละเอียดถี่ถ้วนในการเลือกเฟ้น “วินิจ – วิจัย” แยกธาตุนิสัยชีวิตจิตใจด้วยปัญญา เราเลยกลายเป็นผู้ทำผิดกาลเทศะ เดินไม่ถูกทิศทางไป นี่เรียกว่าขาดธรรมข้อที่สอง คือ “วิจัย – โพชฌงค์”
ข้อสาม เราขาดความขยัน ขาดความจริงใจ ขาดการบังคับตัวเอง ขาดความอดกลั้นอดทน ขาดความกล้าหาญกันเป็นส่วนมาก พวกเรามีข้อแก้ตัวกันต่าง ๆ นานา ซึ่งทุกคนมีเหตุผลของตัวเองทั้งสิ้น...หนัก ๆ เข้าก็กลายเป็นคนขี้เกียจและเอาเปรียบผู้อื่น ไม่ทำอะไรจริงจังเป็นชิ้นเป็นอันตามที่วางแนวหรือมุ่งหมายไว้ นี่เรียกว่าขาดธรรมข้อที่สาม คือ “วิริยะ – โพชฌงค์”
ข้อสี่ เราเป็นคนที่ไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ไม่รู้สึกสนุกในการงานที่ทำ ไม่มีความอิ่มใจไปตามส่วนของงานที่ทำเสร็จไปทีละนิด ๆ (คือจิตสันโดษไม่เป็น) เรามักจะมีความทะเยอทะยานเกินตัว มีความหิวกระหายมากไป จนไม่ใยดีกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ รู้สึกแต่ว่าไม่ได้ผลอะไร...หรือไม่ทันอกทันใจเสียเลย...ความเพียร...ความอดทนของเราก็ท้อถอยหรือหมดกำลังใจ ไม่ทำอะไรได้ยั่งยืน รู้สึกเหมือนตกนรกในขณะที่ทำงานนั้น คือสร้างค่านิยมในชีวิตไว้สูงเกินฐานะตนไป และจังหวะชีวิตยังรับกันไม่ได้ในทันที นี่เรียกว่า ขาดธรรมข้อที่สี่ คือ “ปิติโพชฌงค์”
ข้อห้า งานแม้ชิ้นเดียว ก็ยังมีสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องมากมาย ที่เราจะต้องปรับปรุง “เหตุ-ปัจจัย” ให้มันเข้ารูปเข้ารอย และทั้งปรับปรุงตัวเราเองตลอดเวลาด้วย ธรรมทุกข้อที่กล่าวมาแล้วก็ต้องมีส่วนเข้ารูปลงรอยกันจริง ๆ ด้วย นอกจากจะต้องทำให้ครบถ้วนแล้ว ยังต้องคอยปรับปรุงให้มันประสานเข้ารูปเข้ารอยกันดีด้วย ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น เรียกว่ายังขาดธรรมข้อที่ห้า คือ “ปัจสิทธิโพชฌงค์”
ข้อหก เราขาดสมาธิ คือ จิตไม่สะอาด ไม่ตั้งมั่น ไม่ว่องไวในการงาน จิตใจเรากลัดกลุ้มเพราะความคิดที่ต่ำ ที่ชั่ว ไม่ทนทานต่อสิ่งยั่วยวน... และยังซึมเซาห่อเหี่ยวท้อแท้เสียเป็นส่วนใหญ่ ความแน่วแน่ใจหรือการระดมกำลังใจ ถึงที่สุดจุดหมายจึงไม่มี หรือจะมีก็ไม่พอ จงทำใจให้สะอาด ให้ตั้งมั่น ให้คล่องไวในการงาน มิฉะนั้นแล้ว งานล้มเหลวเพราะเราขาดธรรมข้อที่หก คือ “สมาธิโพชฌงค์”
ข้อเจ็ด แม้ว่าเราจะได้จัดทำสิ่งต่าง ๆ ถูกต้องครบถ้วนประสานกันดีแล้ว ก็มิใช่ว่างานนั้นจะส่งผลคลอดออกมาทันที เราจะต้องรอจนกว่าจะถึงเวลาที่แท้จริงของมัน (ข้อนี้สำคัญที่สุด...) คือคอยเหตุปัจจัยของมันถ้าถึงพร้อมธาตุเมื่อไรแล้ว ผลก็จะเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ จงอดทนทำไปโดยตลอดอย่ายึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวกู – ว่าเป็น – ของกู ให้มันมากจนเกินไปนัก จิตจะได้ว่างสงบจะมีปัญญาดี คือ “ทำต้องทำ...คิดต้องคิด...แต่อย่าเอามาบ้าเมาหลงใหลจนเกินไปนัก” นี่เรียกว่าเรามีธรรมข้อที่เจ็ดอยู่ในตัวพร้อมไปด้วยแล้ว คือ “อุเบกขาโพชฌงค์”
นี่แหละ! พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้พระราชทานดวงแก้ววิเศษไว้ให้พวกเรา 7 ดวง ผู้มองเห็นคุณค่าและผู้ที่รู้จักนำเอากรรมวิธี ... การแยกธาตุแท้ทางชีวิตจิตใจและการค้นหาปัจจัยเหตุผลของวัตถุ หรือการงานแบบอย่างนี้ ... ไปใช้ ก็จะได้แก้วสารพัดนึกอยู่กับเนื้อกับตัวตลอดไป ขอจบการบรรยายเพียงเท่านี้ ... สาธุ!
ท่านขุนนาง “โล้วไต้เม้ง” และที่ประชุม ได้เกิดความสว่างไสวในพุทธธรรมแนวนี้ และได้ปิติโพชฌงค์ซาบซึ้งในการฟังธรรมครั้งนี้เป็นอย่างสูง
ท่านภิกษุ ซิ้งทง. ตี้หุย และ ชอเจ็ง. ได้พักศึกษาธรรมอยู่อีกปีเศษ ก็หมดความสงสัย โลกุตรธรรม (สุญญตา) จึงได้ชักชวนท่านภิกษุดอกบัวพ้นน้ำ ออกจาริกเผยแผ่ธรรมเดินทางไปยังวองมุย (อึ้งบ๊วย) เพื่อจะได้นมัสการปูชนียวัตถุของพระสังฆปริณายกทุก ๆ พระองค์ ที่ได้เก็บรักษาไว้ ณ วัดวองมุยกันต่อไป
ท่านขุนนาง “โล้วไต้เม้ง” พอได้ทราบข่าวว่า ท่านภิกษุดอกบัวพ้นน้ำ จะออกจาริกเผยแผ่ธรรมไปยังวองมุย (อึ้งบ๊วย) ท่านจึงมาขออนุโมทนาในมหากุศลเจตนาครั้งนี้ด้วย ท่านได้กราบเรียนว่า กระผมอีกไม่กี่วันก็จะเดินทางกลับเมืองหลวงเหมือนกัน อายุสังขารของกระผมนี้ก็เริ่มเข้าสู่วัยชรามากแล้ว ต่อไปข้างหน้าคงจะไม่ได้มีบุญและโอกาส ได้ฟังธรรมของพระคุณเจ้าอีก ฉะนั้นกระผมขอกราบลาพระคุณเจ้า วันนี้เป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต ขอให้พระคุณเจ้าจงเจริญในหน้าที่โพธิสัตว์ธรรมทานบารมี จงได้สมตามความมุ่งหมายไว้จงทุกประการด้วยเทอญ สาธุ!
การจาริกไปยังแดนต่างๆ ของภิกษุทั้ง 4 ท่าน ได้ถือคติพจน์เป็นอุดมคติในชีวิตประจำวันไว้ 12 ข้อ
1. ให้พิจารณาว่าของนี้ได้มาอย่างไร? เหมาะสมแก่หน้าที่หรือไม่?
2. เมื่อรับไว้แล้ว ความดีจะเสียไปหรือไม่?
3. ถ้ารับไว้ ความชั่วจะมาสู่ตัวหรือไม่?
4. ของนี้ ถ้าบริโภคแล้ว จะเกิดประโยชน์แก่ร่างกายหรือไม่?
5. เมื่อบริโภคแล้ว จะเกิดปัญญาหรือไม่?
6. อย่า – ได้สะสมเอามาเป็นสมบัติของส่วนตัว
7. อย่า – ได้เอามาผูกพันไว้ในจิตใจของตน
8. อย่า – ได้เอามาปรุงแต่งเพื่อประดับเกียรติยศของตน
9. อย่า – นิยมของคู่ (กฎทวินิยม) “จงนิยมแต่ความเป็นหนึ่งแต่อย่างเดียว”
10. สัญญา – ที่ผ่านมาให้ผ่านไปโดยเร็วที่สุด
11. จงสำรวจแต่ตัวเราเองก่อน อย่าไปเที่ยวค้นหาความผิดของผู้อื่น
12. จนแล้วอาย – ไม่ใช่เซ็น (ฌาน).
Pic. | 166 Page.
Download Now
Download Now













